[Review] 2019 Triumph Street Scrambler หล่อลุยเพิ่มแรงม้าและความลงตัวที่มากกว่าเดิม

เขียนโดย

เขียนโดย 19/02/19 15:26

2019 Triumph Street Scrambler ยังคงภาพลักษณ์ของรถสไตล์คลาสสิคสแครมเบลอร์แบบที่ทุกท่านชอบเอาไว้อย่างครบครันและยังคงสมรรถนะที่ดีเยี่ยม ที่สำคัญในปี 2019 นี่มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างทีเดียว

หากมองภายนอกของรถคันนี้ดูไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยใช่ไหมล่ะ ใช่แล้วครับนอกจากสีตัวถังของตัวรถแล้วลักษณะภายนอกของตัวรถนั้นแทบจะเหมือนเดิมทุกประการ แต่จะมีบางจุดที่เปลี่ยนไปซึ่งคุณอาจไม่ทันได้สังเกตเห็น

จุดเปลี่ยนที่เล็กน้อยแต่ยิ่งใหญ่

อย่างที่บอกไปในตอนต้นแล้วว่ามีจุดที่เปลี่ยนไปน้อยมาก ไฟหน้าแบบกลมและไส้เลี้ยวยังคงเป็นหลอดไฟแบบไส้หรือฮาโลเจนที่ถึงไม่ได้ดูทันสมัยแต่เรากล้ารับประกันว่าหลายคนยังคงชอบแบบนี้ ไฟท้าย LED ท่อคู่ยกสูงออกข้างยังคงโดดเด่นเช่นเดิม

เบาะนั่งตอนเดี่ยวและเบาะคนซ้อนขนาดเล็กนั่งพอได้แต่แค่เห็นก็รู้แล้วว่าไม่ได้ดีไซน์มาสำหรับให้คุณมีคนซ้อนดังนั้นรถคันนี้จึงมีของแต่งที่มาทดแทนของคนซ้อนอย่างแร็คยึดสัมภาระเวลาคุณออกไปเปรี้ยวคนเดียว ล้อหน้า 19 ล้อหลัง 17 แบบซี่ลวด

เรือนไมล์ยังคงรูปแบบการใช้งานเหมือนเดิมแต่คุณจะเห็นว่าลายกราฟฟิคที่หน้าปัดนั้นเปลี่ยนไปและยังมีเพลทโลโก้ Bonneville โผล่เข้ามาที่กึ่งกลางด้านบนของเรือนไมล์ อ๋อ เกือบลืมไปว่าเท็กซ์เจอร์ของเบาะนั่งก็เปลี่ยนไปนะ

แรงม้านั้นมีการปรับเพิ่มมาอีกราว 18% หรือนับง่ายๆ ก็ 10 แรงม้ารวมกับของเก่าแล้วเท่ากับ 65 แรงม้า

ไม่เพียงแค่เท็กซ์เจอร์ของเบาะนั่งที่เปลี่ยนไปแต่ทางค่ายยังได้ทำการปรับวัสดุของเบาะนั่งใหม่เพื่อให้รับกับสรีระศาสตร์ของผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น ซึ่งจุดนี้ขอสารภาพตามตรงว่ายากที่จะบอกว่าต่างไปไหม แต่ที่เราบอกได้คือรันเดียวยาวๆ กรุงเทพ-สวนผึ้ง ไม่มีปัญหา

เครื่องยนต์เดิม แต่แรงม้าเพิ่มขึ้นจม

รถคันนี้ยังคงใช้เครื่องยนต์สองสูบเรียง 900 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำมาพร้อมลักษณะการจูนอัพแบบ HT หรือ HighTorque ยังคงใช้แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 65 นิวตันเมตรที่ 3,800 รอบต่อนาทีเช่นเดิม แต่แรงม้านั้นมีการปรับเพิ่มมาอีกราว 18% หรือนับง่ายๆ ก็ 10 แรงม้ารวมกับของเก่าแล้วเท่ากับ 65 แรงม้าที่ 7,400 รอบต่อนาที รอบเครื่องยนต์สูงสุดถูกเพิ่มเป็น 7,500 รอบต่อนาที

แรงม้าที่เพิ่มขึ้นมานอกเหนือไปจากการปรับปรุงเครื่องยนต์แล้วยังมาจากการปรับปรุงชิ้นส่วนภายในหลายจุดอาทิการเปลี่ยนฝาครอบเพลาลูกเบี้ยวใหม่โดยเปลี่ยนไปใช้แมกนีเซียมเป็นวัสดุ รวมถึงครอบเครื่องแมกนีเซียม แคร้งชาร์ฟเบาลง รวมถึงการปรับปรุงบาลานซ์ชาร์ฟ และชุดคลัทช์

ผมได้เล่าไปในคลิปบนยูทูบของ Autostaion แล้วว่าเครื่องที่ปรับปรุงใหม่นุ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ถ้าคุณชอบความรู้สึกแบบกระแทก มาแน่นๆ เป็นลูกๆ แบบในรุ่นเก่าตรงนี้อาจทำให้คุณผิดหวังแต่ถ้าพูดถึงเรื่องพละกำลังที่ใช้ในการแซงเราว่าหายห่วง

เครื่องยนต์ใหม่ที่มีความนุ่มนวลมากขึ้นนั้นเรากลับรู้สึกถึงพละกำลังความกระโชกโหกที่น้อยลงซึ่งดีมากสำหรับการขับขี่ใช้งานและเดินทางไกล แต่ตลอดเวลาที่ขี่เรารู้สึกว่าอาจมีจุดหนึ่งที่อาจทำให้หลายคนขัดใจเล็กน้อย

เครื่องที่ปรับปรุงใหม่นุ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า

ในรอบต้นตัดรถมีแรงบิดที่ดีออกตัวได้ฉับไวและแน่นอนในรอบที่ราว 4000-5000 รตน. ขึ้นไปจะเป็นรอบที่เรียกกำลังได้มากในการเร่งแซงแต่ทว่ารอบที่ราว 3000-4000 รตน. นั้นเราจะรู้สึกเหมือนไม่มีกำลังและขาดช่วงไปเสียดื้อๆ เรื่องความเร็วปลายไม่ต้องห่วงเพราะเกียร์ 4 เรายังยัดได้ 160 กม./ ชม. และยังเหลืออีกเกียร์ด้วย

เราคาดการณ์เอาว่าวิศวกรน่าจะตั้งใจให้รอบเครื่องยนต์ที่ราวนี้มีความนุ่มนวลและสบายที่สุด เพราะถึงเป็นรอบที่ไม่ได้มีพละกำลังมากนักแต่เรารู้สึกว่าฟิลลิ่งแบบนี้แหละเหมาะสำหรับการขี่ล่องไปเรื่อยๆ บนถนนที่สุด ลื่น ไหล ไปเรื่อยๆ สบายๆ พออยากจะเร่งแซงก็ค่อยตบเกียร์ลงเอาหรือยัดคันเร่งไว้สักพักพอทะลุ 4000 รตน. พละกำลังก็จะมาเอง

สำหรับรุ่นนี้ยังมีการเพิ่มโหมดพิเศษเข้ามาอีกนั่นคือ Off-Road

ระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ใส่มาให้สนุกขึ้น

ในรุ่นโฉมปี 2019 นี่ยังคงมีทั้งระบบ Clutch Assist ที่ช่วยให้คุณผ่อนแรงจากการกำคลัทช์ตลอดวัน ABS และแน่นอนมี Traction Control ที่เปิด-ปิดได้ ผ่านการควบคุมที่เมนูที่ปุ่ม i ที่ประกับแฮนด์ฝั่งซ้ายและยังมีอีกหนึ่งปุ่มที่เพิ่มเข้ามา

ปุ่มนั้นคือ Mode ในรุ่นปีใหม่นี้ทางค่ายได้เพิ่มโหมดการขับขี่เข้ามาอีก 2 โหมดและสำหรับรุ่นนี้ยังมีการเพิ่มโหมดพิเศษเข้ามาอีกได้แก่โหมด Rain, Road และ Off-Road ซึ่งจะทำการปิด Traction Control และ ABS ออกไปให้คุณสนุกกับการรูดบนทางลูกรังได้แบบไม่มีขัดใจ แต่ไม่ใช่ลุยเข้าป่าเข้าเขานะเราว่าถ้ารูดบนทางลูกรัง ดินทรายแน่นๆ นั่นล่ะกำลังมันส์เลย

ส่วนโหมด Rain และ Road นั้นจะปรับการตอบสนองต่อคันเร่งไฟฟ้าให้ต่างออกไปซึ่งในโหมด Road จะให้การตอบสนองที่ทันใจกว่า มีรอบเครื่องยนต์ที่พร้อมพุ่งทะยานมากกว่าส่วนในโหมด Rain นั้นจะให้การตอบสนองที่นุ่มนวลกว่าซึ่งไม่ใช่เหมาะแค่สำหรับการใช้ในขณะฝนตกถนนลื่นตามชื่อเท่านั้น แต่ยังเหมาะสำหรับการในเดินทางแบบสบายๆ อีกด้วย

โหมดการขับขี่ระหว่าง Rain-Road นั้นคุณสามารถเลือกเปลี่ยนได้ตลอดเวลาแม้ในยามขับขี่เพียงแค่กดเปลี่ยนโหมด ปิดคันเร่ง กำคลัทช์ เพียงชั่วครู่เท่านั้นระบบก็จะเปลี่ยนเป็นโหมดการขับขี่ที่คุณต้องการ แต่สำหรับ Off-Road นั้น คุณต้องจอดเพื่อเลือกโหมดดังกล่าวก่อนจะยืนยันด้วยการกดปุ่ม i เพียงเท่านี้ก็พร้อมลุย

เช่นเคย Triumph พยายามสร้างระบบอิเล็กทรอกนิกส์ออกมาให้ก่อกวนเราได้น้อยที่สุด การทำงานของ Traction Control เองถ้าไม่ถึงจุดที่ต้องตัดจริงๆ ก็จะไม่ออกมา และมันก็ไม่ใช่แค่การตัดกำลังทื้อๆ แต่เป็นการเพิ่มลดกำลังที่ส่งไปยังล้อหลังอย่างนุ่มนวล จนกว่าจะได้การยึดเกาะที่เต็มที่เพื่อปล่อยพละกำลังตามปกติ

เบรกใหม่นี่เป็นอะไรที่ดีขึ้นจมไม่ว่าจะที่ความเร็วสูงหรือต่ำ

ระบบเบรกใหม่คือไฮไลท์สำคัญ

มาถึงตรงนี้หวังว่าทุกคนน่าจะยังจำที่ผมบอกไปในตอนต้นว่ารูปลักษณ์ภายนอกมันแทบจะเหมือนเดิมทั้งหมด แต่นี่คือสิ่งหนึ่งที่เป็นข้อยกเว้นแต่เดิมเบรกหน้าของรถคือ ดิสก์เดี่ยวโฟลตติ้งขนาด 310 มม. ปั๊มเบรก Nissin คาลิเปอร์สองลูกสูบแต่ตอนนี้มันถูกเปลี่ยน

ระบบเบรกใหม่เป็น Brembo คาลิเปอร์สี่ลูกสูบประกบดิสก์เบรกเดี่ยวโฟลตติ้งที่ด้านหน้าเช่นเดิมเพื่อพละกำลังในการเบรกมากขึ้นกว่าาของเดิมที่ให้เป็น Nissin คาลิเปอร์สองลูกสูบที่เราเองก็กล้าพูดว่าให้พละกำลังที่ไม่ค่อยดีนัก แต่เบรกใหม่นี่เป็นอะไรที่ดีขึ้นจมไม่ว่าจะที่ความเร็วสูงหรือต่ำก็ให้ระยะเบรกที่สั้นกว่ากระชับกว่า

เช่นเดียวกับ Traction Control ระบบ ABS เองก็จะออกมาทำงานเมื่อจำเป็นต้องออกมาเท่านั้นและไม่ใช่การตัดแบบกระแทกรุนแรงแต่ตัดต่ออย่างนุ่มนวล สำหรับเบรกหลังนั้นยังคงเป็น Nissin คาลิเปอร์สองลูกสูบจานเดี่ยว 255 มม.

ไม่เพียงแค่ระบบเบรกระบบกันสะเทือนเองก็มีการปรับปรุง โช้คคู่หน้ามีการปรับระยะให้ห่างกันมากขึ้นกระบอกโช้คใหม่ยังคงเป็นของ KYB เส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม. โช้คหลังคู่ KYB ปรับค่าพรีโหลดได้โดยมีระยะยุบที่ 120 มม. ทั้งคู่ การปรับปรุงใหม่ทำให้รถเฟิร์มขึ้นในขณะที่คงความนุ่มนวลไว้ อาการย้วยโยนที่เคยมีเวลาที่รับแรงกระแทกหนักๆ ดีขึ้นกว่าเดิมมากอย่างเห็นได้ชัดทั้งหมดนี่แทบจะเปลี่ยนรถเป็นคนละคันไปเลย

ท่อคู่ออกข้างที่สวยๆ ของเจ้ารถคันนี้มันร้อนเอาเรื่องเลยล่ะ

อันนี้เราแถมให้แล้วกันครับ ท่อคู่ออกข้างที่สวยๆ ของเจ้ารถคันนี้มันร้อนเอาเรื่องเลยล่ะถ้าไม่ได้กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณหนึ่ง ตำแหน่งท่อทำให้เราประกบเข่าข้างขวาเข้าที่ถังน้ำมันได้ไม่ถนัดนัก แล้วถ้าใส่ขาสั้นบอกเลยว่าพองเอาง่ายๆ

การควบคุมรถหลักๆ ของเราเลยไปอยู่ที่พักเท้าและแฮนด์ ส่วนตำแหน่งเข่าก็เลือกที่จะวางห่างออกมาจากคอท่อไอเสียซึ่งก็จะให้ลุคในการนั่งแบบจิ๊กโก๋ๆ เท่ๆ คูลๆ ถ้าอยากหล่อก็ต้องแลกล่ะ

แม้ Triumph Street Scrambler ปีใหม่จะมีความนุ่มนวลสมูธมากขึ้นและมีพละกำลังที่เหลือเฟือในการเร่งแซงแม้จะอยู่ที่ความเร็วสูงประมาณหนึ่งแต่การขี่เจ้านี่โดยใช้ความเร็วสูงตลอดเวลายังคงไม่ใช่เรื่องสนุกอยู่เหมือนเดิมแรงดึงของเครื่องยนต์และแรงลมที่ปะทะเข้าตัวที่ทำให้เราต้องโหนเกาะรถแน่นๆ ก็เล่นเอาเพลีย

ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเราทำได้เรา 18 กม./ลิตร ในการเดินทาง ขนาดถังน้ำมันเพียง 12 ลิตรนั้นอาจไม่ให้ระยะเดินทางที่ไกลมากนัก แต่น่าจะพอดีกับเวลาที่คุรควรพักและยืดเส้นยืดสายในปั๊มน้ำมันเสียหน่อย

เราบอกในตอนต้นว่าภายนอกของ 2019 Triumph Street Scrambler นั้นแทบไม่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงซึ่งเราเห็นด้วยเพราะเจ้านี่เป็นรถที่สวยและลงตัวมากอยู่แล้ว การปรับในส่วนที่มองไม่เห็นนักทำให้รถคันนี้ มีพละกำลัง นุ่มนวล สนุก ลงตัว และน่าใช้มากขึ้นกว่าเดิมราวกับรถคนละคันในราคาที่เพิ่มจากเดิมนิดเดียว

New Triumph Street Scrambler ราคา 4.89 แสนบาท เดิม 4.79 แสนบาท

ขอขอบคุณ บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิล (ไทยแลนด์) จำกัด
บททดสอบโดย:Ken [Warodom C.]

ENGINE & TRANSMISSION
Typeเครื่องยนต์สูบคู่ขนานแบบ SOHC 8 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยของเหลว องศาจุดระเบิดเยื้องกัน 270 องศา
Capacity900 cc
Bore84.6 mm
Stroke80 mm
Compression11.0:1
Max Power EC65 PS / 64.1 bhp (47.8 กิโลวัตต์) @ 7500 รอบต่อนาที
Max Torque EC80 Nm @ 3800 รอบต่อนาที
Systemระบบฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงหลายจุดเป็นลำดับแบบอิเล็กทรอนิกส์
Exhaustท่อไอเสียคู่เข้า 2 ออก 2 ผิวปัดเงา พร้อมท่อเก็บเสียง
Final Driveระบบโซ่โอริง
Clutchครัตช์เปียกผ่อนแรงแบบหลายแผ่น
Gearbox5 สปีด
CHASSIS
Frameโครงเหล็กคู่
Swingarmโครงเหล็กแขนคู่
Front Wheelล้อซี่ลวด ขนาด 2.5×19 นิ้ว
Rear Wheelล้อซี่ลวด ขนาด 4.25×17 นิ้ว
Front Tyreขนาด 100/90-19
Rear Tyreขนาด 150/70-17
Front Suspensionโช้คอัพ KYB ขนาด 41มม พร้อม Damping cartridge ระยะยุบตัว 120 มม
Rear Suspensionโช้คอัพคู่ KYB พร้อมตัวปรับพรีโหลด ระยะยุบตัวล้อหลัง 120 มม
Front Brakesจานเบรกเดี่ยวแบบลอยตัวขนาด 310 มม พร้อมคาลิปเปอร์แบบสี่สูบจาก Brembo และระบบ ABS
Rear Brakesจานเบรกเดี่ยวขนาด 255มิลลิเมตร พร้อมคาลิปเปอร์แบบสองลูกสูบจาก Nissin และระบบ ABS
Instrument Display and Functionsแผงหน้าปัดมัลติฟังก์ชั่น LCD พร้อมมาตรวัดความเร็วแบบอนาล็อก แสดงความเร็วรอบ มาตรวัดระยะทาง บ่งบอกตำแหน่งเกียร์ เกจน้ำมันเชื้อเพลิง ระบุระยะที่เดินทางได้ก่อนน้ำมันหมด บ่งชี้เวลาเข้ารับบริการ นาฬิกา บันทึกทริป 2 ค่า อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ยและค่าปัจจุบัน แสดงสถานะระบบควบคุมการยึดเกาะถนน พร้อมรองรับปลอกมืออุ่นไฟฟ้า – ควบคุมโดยปุ่มเลื่อนบนแฮนด์บังคับเลี้ยว
DIMENSIONS & WEIGHTS
Width Handlebars835 mm
Height Without Mirror1180 mm
Seat Height790 mm
Wheelbase1445 mm
Rake25.6 º
Trail109 mm
Dry Weight203 kg
Tank Capacity12 L
FUEL CONSUMPTION
Fuel Consumption4.1 ลิตร/100 กิโลเมตร (68.9 MPG) mpg
CO2 Figuresมาตรฐานยูโร : 93 กรัม/กิโลเมตร g/km

ติดตามข่าวแวดวงยานยนต์ก่อนใครที่Autostation.com

เรื่องที่น่าสนใจ

GolF - 10/05 - 06:41

[Test Drive] Honda Civic RS เพิ่มความน่าใช้ด้วย Honda Sensing และสีน้ำเงินเด่นได้ใจ

Honda Civic เรียกเสียงฮือฮาได้นับตั้งแต่การเปิดตัว ด้วยภาพลักษณ์ที่โดดเด่น เครื่องยนต์ที่มีทางเลือกเทอร์โบให้เลือกใช้สอย ของเล่นที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมเป็นอย่างมาก จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่จะเห็นรถรุ่นนี้วิ่งเต็มท้องถนนไปหมด ถือเป็นหนึ่งในสินค้าหลักของฮอนด้าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็ว่าได้ และเมื่อพวกเขาเลือกทำการไมเนอร์เชนจ์ให้กับรถยนต์​รุ่นยอดนิยม มันต้องเป็นอะไรที่มากกว่าการปรับเปลี่ยนหน้าตาเพียงเล็กน้อย และสิ่งที่ทำให้รถคันนี้โดดเด่นน่าใช้งานขึ้นมาในเวอร์ชั่นไมเนอร์เชนจ์ก็คือการติดตั้งระบบช่วยเหลือทางด้านการขับขี่ที่เรียกว่า Honda Sensing ซึ่งเป็นการหยิบยืมต่อยอดมาจากรุ่นพี่อีกที ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง คือระบบช่วยเหลือด้านการขับขี่ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับรถยนต์​ของฮอนด้า โดยจะเป็นการรวบรวมการทำงานของระบบต่าง....

Ken - 06/05 - 11:54

[Review] Royal Enfield Interceptor INT 650 หลังตรง นั่งสบาย เครื่องยนต์ดีจนพี่เซอร์ไพรส์

650 Twins เปิดตัวสองรุ่นซึ่งเราได้พาไปชมเจ้าคาเฟ่แล้ววันนี้เป็นทีของ Royal Enfield Interceptor INT 650 ที่จริงๆ มันแทบเหมือนกันไปซะหมด แฮนด์บาร์นั่งหลังตรงชิลล์ๆ ตัวรถจะมาในสไตล์คลาสสิคและได้แรงบันดาลใจมาจาก Interceptor ที่วางขายเมื่อราวยุค 60’s กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งด้วยแพลทฟอร์มใหม่ ถังน้ำมันทรงโค้งมล แฮนด์บาร์วางกำลังเหมาะทำให้คุณนั่งหลังตรงได้สบายๆ ตำแหน่งพักเท้ามีการวางอยู่กึ่งกลางของลงไม่ได้โน้มไปด้านหลัง....

Ken - 28/04 - 15:58

[1st Ride] Honda CBR250RR หวดสปอร์ตเรซซิ่งขนานแท้ในแทร็ค แรงคุ้มทุกบาทที่จ่าย

Honda CBR250RR รถคลาส 250 ซีซี ในราคา 2.5 แสนบาท คนบ้าที่ไหนจะซื้อ ผมว่าไม่ใช่คนบ้าหรอก เพราะรถคันนี้คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ที่คุณต้องเสียไปจริงๆ Honda CBR250RR เปิดตัวในงาน Bangkok International Motorshow 2019 ด้วยยอดของในงานเกือบ....

แท็กที่เกี่ยวข้อง :

เขียนโดย

ชอบเดินทางไกล ไม่ชอบผู้คนพลุกพล่าน มาทำงานด้วยรถไฟ ฉึกกะฉึกกะฉึก ปู๊ป ปู๊ปปป ป!!

19/02/19 15:26

[1st Drive] Suzuki Ertiga ขับสนุกกว่าเดิม แต่ต้องเสริมอุปกรณ์เพิ่มอีกนิด...

ก่อน

[Review] Vespa Primavera 150 x Vespa Sprint 150 สองอารมณ์ สองไลฟ์สไตล์ความสนุก

ต่อไป

next article

[Review] Vespa Primavera 150 x Vespa Sprint 150 สองอารมณ์ สองไลฟ์สไตล์ความสนุก