[First Drive] Toyota C-HR 1.8 Hybrid รูปลักษณ์โดดเด่นเตะตาเรื่องขับขี่ก็ไม่ธรรมดาอย่างที่คิด

เขียนโดย

เขียนโดย 13/05/18 15:13

ไปเมืองเหนือก็คงหนีไม่พ้นแคปหมู ไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่มที่กินกันจนเบื่อและเสริ์ฟทุกที่ที่ไปจนหลายครั้งก็แอบเอียน เช่นเดียวกับของฝากที่เราได้ติดมือกลับมาจากทริปท่องแคว้นเหนือชิลล์ๆ กับ Toyota C-HR 1.8 Hybrid ที่เปลี่ยนรสชาติของทริปเหนือในครั้งนี้ให้ต่างออกไป

ส่วนตัวเราเลิกคาดหวังอะไรเซอร์ไพรส์ๆ จากพี่บิ๊กโตโยต้ามาพักใหญ่ เราไม่ปฏิเสธว่ารถของโตโยต้านั้นค่อนข้างจะมีสมรรถนะในการขับขี่ที่ดี แต่ความที่คนเราไม่อาจเพอร์เฟคไปเสียทุกอย่างมันก็ต้องมีขาดๆ เกินๆ บ้างอย่างหน้าตาไม่ไหว ภายในไม่สวย ไม่รวยความสะดวกสบาย นั่นอาจเป็นภาพจำของโตโยต้าในช่วงที่ผ่านมา

2018 Toyota C-HR 1.8 Hy

เขาทำรถให้ดีกว่านี้ได้ทำไมถึงไม่ทำ ถ้าคุณคิดแบบนี้เราคือเพื่อนกัน จริงที่ว่ารถทุกคันมีจุดบอดที่เราไม่ชอบใจอาจจะเล็กน้อยแต่ก็มี บางทีเราก็พอมองข้ามจุดบอดนั้นได้ หรือจุดนั้นอาจเป็นช้อเสียที่ยอมแลกได้

Toyota C-HR รุ่นที่เรามาขับในวันนี้จะเป็นตัวท็อปเครื่องยนต์ไฮบริดซึ่งแน่นอนว่าในรุ่น Hybrid นั้นจะมี Option ที่แตกต่างไปจากเครื่องยนต์เบนซินอาทิเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมระบบ Shift Lock ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ Full แอลอีดีและแน่นอนว่ามีไฟ Daylight ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ระบบไฟเลี้ยวที่เป็นแบบแอลอีดีวิ่งตามลูกศรพร้อมระบบปรับไฟหน้าสูงต่ำอัตโนมัติซึ่งเป็น Option ที่รถสมัยนี้รวมถึงคนที่ใช้รถในการเดินทางต่างจังหวัดควรต้องมี ไฟท้ายเสริมความสปอร์ตด้วยไฟแบบ LED โคมรมดำซึ่งเทพว่าไฟแอลอีดีแบบใสแน่นอน

2018 Toyota C-HR 1.8 Hy2018 Toyota C-HR 1.8 Hy

สำหรับสีตัวถังนั้นในรุ่นที่เป็นสีตัวโทนหรือมีหลังคาดำก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 1 หมื่นบาทยังรุ่นสีแดงสีเขียวและสีฟ้ารวมถึงสีขาว สำหรับภายในนั้นเบาะนั่งจากค่อนข้างมีดีไซน์ที่แตกต่างออกไปจากที่คุ้นเคยนับว่าเป็นก้าวกระโดดก้าวใหม่ของทางโตโยต้า

เบาะคู่หน้าจะเป็นสีทูโทนซึ่งเป็นเบาะหนังและวัสดุสังเคราะห์ในตัว Top นั้นแผงบังแดดคู่หน้าจะติดตั้งไฟส่องสว่างมาให้และฟังก์ชันการปัดน้ำฝนฝนก็จะเป็นแบบอัตโนมัติเพิ่มเข้ามา เช่นเดียวกับระบบปรับไฟสูงต่ำอัตโนมัติ

นอกจากนี้เทคโนโลยี Toyota Safety Sense นั้นได้เพิ่มในส่วนของระบบการเตือนการชนด้านหน้าระบบป้องกันรถออกนอกเลนสัญจรและเทคโนโลยี Active Cruise Control เข้ามาให้ในตัว Top ของ Toyota C-HR 

2018 Toyota C-HR 1.8 Hy2018 Toyota C-HR 1.8 Hy

โครงสร้างตัวถังนั้นถูกสร้างขึ้นตาม Concept ใหม่ของโตโยต้าคือ Toyota TNGA หรือ Toyota New Global Architecture ซึ่งสร้างให้ตัวรถมีตัวแข็งแกร่งขึ้น จุดศูนย์ถ่วงต่ำลงเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจขึ้น และที่สำคัญคือการเกาะถนนรวมถึงความคล่องตัวในการขับขี่ที่ดีกว่ารถ Generation ก่อนๆ ของโตโยต้า

ระบบเครื่องยนต์นั้นเป็นเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตรเบนซินให้พละกำลังสูงสุด 89 แรงม้าที่ 5200 รอบต่อนาทีแรงบิดสูงสุด 112 นิวตันเมตรที่ 3600 รอบต่อนาทีใช้น้ำมันได้ถึงอี 85 สำหรับมอเตอร์ไฟฟ้านั้นให้แรงดันไฟฟ้าสูงสุด 600 โวลต์กำลังสูงสุด 53 กิโลวัตต์และแรงบิดสูงสุด 163 นิวตันเมตร

2018 Toyota C-HR 1.8 Hy

ระบบไฮบริดของโตโยต้าในปัจจุบันนั้นเป็นระบบ Hybrid Generation ที่ 4 ซึ่งเทคโนโลยีไฮบริดของโตโยต้าด้านหน้าช่วยให้ลดเร่งความเร็วรอบได้สูงมากขึ้นและเก็บไฟได้ไวขึ้นในขณะเดียวกันก็ยังประหยัดพลังงานที่ใช้เครื่องถึง 25%

สำหรับเรื่องความประหยัดตาม Eco Sticker แจ้งไว้ที่ 24.4 กิโลเมตรต่อลิตรในรุ่น Hybrid และ 15.5 กิโลเมตรต่อลิตรในรุ่นเครื่องยนต์เบนซินในวันที่เรามาขับขี่ก็มีนักข่าวที่ทำความประหยัดได้สูงสุดถึงราว 25 กิโลเมตรต่อลิตรเลยทีเดียว

2018 Toyota C-HR 1.8 Hy

ถึงเวลาต้องเดินทางไกลสำหรับผมที่นั่งคู่หน้าไม่ได้มีปัญหาในเรื่องความอึดอัดหรือคับแคบมากนัก เบาะนั่งที่มีทรงบักเก็ตเนี่ยทำให้เรานั่งได้อย่างกระชับคล่องตัวและที่สำคัญในการเดินทางบนภูเขาอย่างเส้นทางที่เราขับจากน่านเพื่อมายังแพร่เอง ตัวเบาะถือว่ามีความกระชับอยู่มากในขณะเดียวกันก็ให้ฟิลลิ่งในการโดยสารที่นุ่มนวลและสนุกสนาน

2018 Toyota C-HR 1.8 Hy2018 Toyota C-HR 1.8 Hy

เมื่อเบาะคู่หน้าไม่มีปัญหา ทีนี้มาดูกันที่ในส่วนเบาะนั่งคู่หลังซึ่งถือว่าเป็นจุดด้อยที่เด่นชัดที่สุดของ Toyota C-HR สำหรับเรา ตั้งแต่ตอนเปิดตัวครั้งแรกในงาน Motor Expo เราไปเงี่ยหูฟังความคิดเห็นของลูกค้าหลายคนที่คิดคล้ายๆ กันกับเรา

เบาะนั่งคู่หลังในตอนนั้นให้ความรู้สึกที่อึดอัดและแคบมากสำหรับคนตัวสูงแต่เมื่อไปนั่งจริงๆในการเดินทางจริงปรากฏว่าที่นั่งด้านหลังก็ยังเหลือพื้นที่วางขาพอพอสมควรแม้คนขับจะปรับเบาะนั่งแบบนั่งขับได้สบายแล้ว แต่ปัญหาที่สำคัญคือเจ้ากระจกตอนหลังที่ให้สไตล์แบบ Coupe เนี่ยทำให้ทัศนวิสัยของคนนั่งตอนหลังไม่ดีและรู้สึกอึดอัดเอามากๆ

2018 Toyota C-HR 1.8 Hy

การที่โตโยต้าไม่ยอมทิ้ง Concept ความเป็นรถ Coupe Hi Rider หรือ Coupe ยกสูงตรามชื่อ Toyota C-HR เนี่ยทำให้ต้องดีไซน์กระจกออกมาเป็นสไตล์ Coupe ที่ซ่อนที่เปิดประตูหลังไว้ในส่วนท้ายของกระจก

อันที่จริงหากโตโยต้าเลือกที่จะย้ายมือจับประตูมาไว้ตามตำแหน่งปกติแล้วเติมกระจกตอนหลังให้เต็มบานเหมือนรถปกติทั่วไปเราว่าคนนั่งข้างหลังจะรู้สึกสบายขึ้นมาก แต่ถ้าคุณซื้อรถมาเพื่อใช้คนสองคนหรือนานๆ ทีจะมีเพื่อนนั่งตอนหลัง จุดนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่

2018 Toyota C-HR 1.8 Hy2018 Toyota C-HR 1.8 Hy

เรื่องความประหยัดในการเดินทางเรากดเต็มที่เท่าที่ทางและขบวนจะอำนวย อัตราสิ้นเปลืองตลอดระยะการเดินทางของเราอยู่ที่เรา 21 กิโลเมตรต่อลิตรนิดๆ และที่สำคัญนอกจากไม่ใช่และประหยัดและดีไซน์ของตัวรถที่เราค่อนข้างชอบแล้วสมรรถนะการขับขี่ของ Toyota C-HR เองเราเซอร์ไพรส์เลยทีเดียว

2018 Toyota C-HR 1.8 Hy

ตัวผมกับพี่พี่สื่อมวลชนบางท่านคิดเหมือนกันว่าในที่สุดโตโยต้าก็ทำรถให้ออกมากลมกล่อมได้เสียทีหลังจากที่ทำรถขาดๆ เกินๆ มาไหนในหลายๆ เรื่องทั้งด้าน Design หรือ Performance

อัตราเร่งของตัวรถอยู่ในเกณฑ์ที่ถือว่าดีสำหรับเส้นทางที่คดเคี้ยวแล้วขึ้นลงเขาแต่ที่ประทับใจที่สุดคือช่วงล่างที่เรียกว่าดีเกือบจะเท่ารถ Cross Over ที่มีลูกช่วงล่างดีที่สุดในตลาด แต่พอบวกกับภายในที่ค่อนข้างมีพื้นที่ใช้งานที่มากกว่าทำให้ Toyota C-HR ถือว่าเป็นรถที่น่าใช้พอตัวเลยทีเดียว

เรื่องความเงียบในระหว่างการเดินทางถือว่าเป็นเรื่องที่เซอร์ไพรส์มากด้วยการออกแบบตัวรถให้เก็บเสียงได้อย่างดีเยี่ยมรวมถึงการใช้กระจกหน้าแบบ Acoustic Glass ทำให้นอกจากไม่ได้ยินเสียงลมภายนอกระหว่างการเดินทางและเสียงเครื่องยนต์ แต่ว่าดันมีเสียงของพัดลมของระบบไฮบริดที่ถูกซ่อนไว้ที่เบาะนั่งตอนท้ายดังขึ้นมาแทน

2018 Toyota C-HR 1.8 Hy2018 Toyota C-HR 1.8 Hy

รอบนี้โตโยต้าเลือกย้ายระบบไฮบริดแบตเตอรี่เข้าไปไว้ที่เบาะนั่งท้ายทำให้พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลัง ทำให้มีพื้นที่ด้านหลังที่กว้างเอามากๆ สำหรับเก็บสัมภาระเดินทาง 4 คนได้สบายสบายในวันหยุดยาวของคุณ

2018 Toyota C-HR 1.8 Hy

เบาะนั่งสำหรับคนขับนอกจากมีระบบไฟฟ้าแล้วยังมีเทคโนโลยี Air Lumba ที่ช่วยปรับการรองรับหลัง แต่เบาะนั่งผู้โดยสารด้านข้างนั้นจะไม่มี ด้านระบบปรับอากาศรถเป็นแบบปรับแยกซ้ายขวาและอีกจุดหนึ่งที่ชอบมากๆ คือการวางปุ่มการควบคุมระบบต่างๆ ที่คอนโซลกลางนั้นถูกปรับให้หันเข้าหาตัวผู้ขับขี่ทำให้ควบคุมระบบต่างๆในระหว่างการขับขี่ได้อย่างง่ายดาย

อาจจะยังมีจุดเล็กๆ อย่างอื่นอีกที่น่าขัดใจอย่างเช่นช่องชาร์จ USB ที่มีเพียง 1 ช่องหรือว่าไฟตัดหมอกที่เป็นไฟฮาโลเจน แม้กระทั่งล้อแม็กที่ไม่ได้ให้แบบทูโทนที่ทันสมัยมาให้ แต่ว่าทั้งหมดนี้เป็นการลอกแบบจาก Toyota C-HR ญี่ปุ่นมาให้ เพียงแค่การปรับระบบช่วงล่างให้เหมาะกับซัพพลายการผลิตและการใช้งานในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

ทั้งหมดก็เพื่อให้ชาวไทยได้ใช้ Toyota C-HR เร็วที่สุดซึ่งแน่นอนว่าในรุ่นการปรับโฉมต่อไปก็ต้องมีการปรับให้ดูดีขึ้น มีออพชั่นการใช้งานที่ดีขึ้น แต่สำหรับใครที่ซีเรียสเรื่องรูปร่างภายนอกอยากให้เท่โดดเด่นแตกต่างทาง Toyota ก็มีชุดแต่งของซึ่งบอกได้เลยว่าเทพโคตรๆ มาให้เลือกซื้อกัน

toyota c-hr trd2018 Toyota C-HR 1.8 Hy

หากคุณไปดูรถคันจริงอาจจะสังเกตเห็นระบบแอร์ Eco ซึ่งการทำงานของระบบ Eco นั้นจะปรับให้คอมเพรสเซอร์ทำงานน้อยลงแต่ยังคงความเย็นที่เหมาะสมเอาไว้เพื่อลดการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ทำให้แบตเตอรี่มีพลังงานที่ใช้ได้นานยิ่งขึ้นซึ่งแน่นอนว่าอาจทำให้แอร์เย็นช้าลง EV Mode ของ Toyota C-HR นั้นทำความเร็วได้ที่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นระยะทาง 4 กิโลเมตรจากแบตเตอรี่เพียวๆ

ระบบ Adaptive Cruise Control เองก็ทำงานได้ค่อนข้างดี เราเปิด Cruise Control ยาวๆ ในการขับขี่ช่วงสุดท้าย โดยตัวรถมีการตัดต่อคันเร่งและเบรกค่อนข้างเนียนสำหรับการเดินทางตามรถคันหน้า โดยที่พี่ที่โดยสารมาจับไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเท้าเราไม่ได้อยู่บนแป้นคันเร่งเลย

2018 Toyota C-HR 1.8 Hy2018 Toyota C-HR 1.8 Hy

น่าเสียดายที่การขับขี่แบบคาราวานแบบนี้ทำให้เราดึงสมรรถนะของเครื่องยนต์และช่วงล่างออกมาได้ไม่เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็นและบอกได้เลยว่าเท่านี้ถือว่าดีมาก ๆแล้วสำหรับรถ ในสไตล์ CrossOver ถ้ามีโอกาสมาลองอีกทีในการใช้งานในชีวิตประจำวันหรือการเดินทางไกลเราน่าจะตอบอะไรหรือได้รู้จักและหลงรักตัวรถมากกว่านี้

เราพยายามขอข้อเสียที่อาจดูจุกจิกไปเสียหน่อย แต่อย่างที่บอกไปในตอนต้นคือพวกนี้คือข้อด้อยที่เราสามารถยอมรับได้เมื่อเทียบกับสมรรถนะการขับขี่ ฟังก์ชันในการใช้งาน รวมถึงรูปลักษณ์การออกแบบตามคอนเซปต์ Diamond ทั้งหมดของตัวรถซึ่งสำหรับเราแล้วพอจะแลกหรือกลบจุดด้อยพวกนี้ไปได้เยอะเลยทีเดียว

2018 Toyota C-HR 1.8 Hy2018 Toyota C-HR 1.8 Hy

 

หากคุณอยากได้รถที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานครบครันมีสมรรถนะในการขับขี่และช่วงล่างที่ดีและเชื่อถือไว้วางใจได้ในสภาพถนนของประเทศไทย Toyota C-HR ถือเป็นคำตอบของคุณในราคา 1.159 ล้านบาท

แต่ถ้าคุณไม่ได้ซีเรียสเรื่องสมรรถนะของช่วงล่างหรือการขับขี่มากมายอะไรแต่เน้นความอเนกประสงค์ในการใช้งานอย่างความกว้างขวางที่มากกว่ารถคันนี้ก็อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แต่สำหรับเราแล้ว Toyota C-HR คือรถยนต์จากโตโยต้าที่เราชอบที่สุดคันหนึ่งในรอบหลายๆ ปีของการเปิดตัวรถใหม่ของโตโยต้าเลยทีเดียว

ติดตามข่าวแวดวงยานยนต์ก่อนใครที่ Autostation.com

เรื่องที่น่าสนใจ

GolF - 27/11 - 19:29

[1st Drive] Mitsubishi Triton เปลี่ยนรูปร่าง เพิ่มของเล่น เด่นและน่าใช้ขึ้น แต่ยังไม่สุด!!!

Mitsubishi Triton รุ่นปรับโฉมใหญ่ เปิดตัวในประเทศไทยครั้งแรกในโลกไปก่อนหน้านี้ไม่นาน โดยมีสีส้มใหม่มาให้เลือกใช้ ในราคา 1.099 ล้านบาทในรุ่นท๊อป ที่มาพร้อมหน้าตาใหม่ที่ดูดุดัน เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และการเปลี่ยนแปลงหลายจุดที่น่าสนใจ การเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตใหญ่ของรถยนต์รุ่นนี้ ที่ทำตลาดไปมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก โดยมีราคาจำหน่ายตั้งแต่....

Cokey - 11/11 - 10:21

[1st Drive] ทดสอบแบบย่อมๆ New Mitsubishi TRITON ช่วงล่างนุ่มนวลขึ้น เก็บเสียงดีขึ้น

ทดสอบรถยนต์ New Mitsubishi TRITON ครั้งแรกบนสนามออฟโรดแบบเล็กๆ ซึ่งทำให้พอรับรู้อะไรบ้างอย่างได้พอประมาณ จะมีอะไรดีบ้าง ผมจะมาเล่าให้ฟัง

GolF - 08/11 - 23:15

[1st Drive] Toyota Camry ความดีงามของ TNGA ที่ทำให้ลืมคัมรี่ยุคเก่าไปเลย!!!

Toyota Camry คือรถยนต์รุ่นธงอีกรุ่นของค่ายโตโยต้ามาโดยตลอด และการพัฒนารถยนต์เจนเนอเรชั่นที่ 6 พวกเขาก็เลือกใช้แพลตฟอร์ม TNGA เป็นโครงสร้างหลักในการพัฒนาแบบสมบูรณ์ทั้งคัน ซึ่งผลลัพธ์ของมันถือว่าน่าตื่นเต้นไม่ใช่น้อย แน่นอนว่าแพลตฟอร์มทีเอ็นจีเอนั้น เป็นที่รู้จักกันดีในประเทศไทยกับการเปิดตัวโตโยต้า ซีเอช-อาร์ ในช่วงก่อนหน้านี้ และผลการทดสอบก็ได้แสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของโครงสร้างแบบใหม่ของโตโยต้า ที่ให้การตอบสนองต่อการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม เมื่อโตโยต้าประสบความสำเร็จกับทีเอ็นจีเอ และมีการประกาศขยายการใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าวออกไปยังรถยนต์รุ่นอื่น ๆ ที่จำหน่ายทั่วโลก....

แท็กที่เกี่ยวข้อง :

เขียนโดย

ชอบเดินทางไกล ไม่ชอบผู้คนพลุกพล่าน มาทำงานด้วยรถไฟ ฉึกกะฉึกกะฉึก ปู๊ป ปู๊ปปป ป!!

13/05/18 15:13

[Video Review] BYD e6 รถไฟฟ้าสัญชาติจีน กับราคาค่าตัว 1.89 ล้านบาท

ก่อน

[Review] Hyundai IONIQ รถยนต์ไฟฟ้า 100% ค่าตัว 1.749 ล้านบาท

ต่อไป