[MotoGP:101] มาทำความรู้จักสนามแข่งที่ 2 ของโมโตจีพี ณ ประเทศอาร์เจนตินากันเถอะ #ArgentinaGP

เขียนโดย

เขียนโดย05/04/18 11:05

ก่อนที่จะเดินทางไปสู่การแข่งขัน MotoGP สนามที่ 2 ของฤดูกาลในวันอาทิตย์ที่ 8 เมษายนนี้ กับ #ArgentinaGP เรามาทำความรู้จักกับตัวสนาม Termas de Río Hondo Circuit สักเล็กน้อยกันก่อนดีกว่า
โดยชื่อของตัวสนามนั้นถูกตั้งตามชื่อเมือง Termas de Río Hondo ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอาร์เจนตินา โดยถูกขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งสปา เนื่องมาจากอุดมไปด้วยแหล่งน้ำพุร้อนที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุที่เหมาะสำหรับการบำบัดผ่อนคลายซึ่งดึงดูดให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามายังเมืองแห่งนี้

#ArgentinaGP
นอกจากสปาแล้วรายการแข่งขันโมโตจีพีก็เป็นอีกอย่างที่ดึงดูดให้ผู้คนแวะเวียนมายังเมืองนี้ ซึ่งในช่วงการแข่งในเดือนเมษายน สภาพอากาศโดยรวมค่อนข้างเย็นสบาย โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 17-27 องศาเซลเซียส และมีโอกาสที่จะเจอฝนบ้างเล็กน้อย

#ArgentinaGP

สำหรับตัวสนาม Termas de Río Hondo ถูกสร้างขึ้นมาในปี 2008 ก่อนที่จะถูกปรับปรุงขึ้นเพื่อรองรับการแข่งขันยานยนต์ระดับโลกในปี 2012 และการแข่งขัน MotoGP ที่เริ่มแข่ง ณ สนามแห่งนี้ตั้งแต่ปี 2014 มาจนถึงปัจจุบัน

ตัวสนามมีความยาวรวมทั้งสิ้น 4.8 กิโลเมตร ประกอบไปด้วยโค้งความเร็วสูงหลากหลายรูปแบบทั้งหมด 14 โค้ง โดยแบ่งเป็นโค้งซ้าย 5 โค้งและ โค้งขวา 9 โค้ง และมีทางตรงยาวสุดที่ 1,076 เมตร โดยการแข่งขันในรุ่น MotoGP นั้นจะแข่งทั้งสิ้นจำนวน 25 รอบสนาม รวมระยะทางทั้งสิ้น 120.2 กิโลเมตร

#ArgentinaGP

ในส่วนสถิติของสนามนั้นผู้ที่ทำสถิติดีที่สุดของสนามคือพ่อหมอ Valentino Rossi (46) ที่ทำไว้ในปี 2015 โดยเวลาเฉลี่ยอยู่ที่ 1’39.019 นาที/รอบ ที่ความเร็วเฉลี่ย 172.6 กิโลเมตร/ชั่วโมง และทำความเร็วสูงสุดไว้ที่ 334.4 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ส่วนนักแข่งที่สามารถคว้าแชมป์ในสนามนี้ได้มากที่สุดคือเจ้าหนู Marc Marquez (93) ที่คว้าแชมป์ได้ถึง 2 สมัย ตามมาด้วย Maverick Vinales (25) และ Valentino Rossi (46) คนละ 1 สมัย

#ArgentinaGP

 

สำหรับฤดูกาล 2017 ที่ผ่านมา ผู้ที่สามารถคว้าอันดับ 1 บนโพเดียมของสนามแห่งนี้ ไปได้คือ Maverick Vinales (25) ส่วนอับดับ 2 และ 3 เป็น Valentino Rossi (46) และ Carl Crutchlow (35) ตามลำดับ

มาถึงในส่วนสถิติของสนาม ในตำแหน่ง Best Pole หรือนักแข่งที่สามารถทำเวลาในรอบควอลิฟายได้เร็วที่สุดตกเป็นของ Marc Marquez (93)  ด้วยเวลา 1’37.683 นาที ด้วยความเร็วเฉลี่ย 177.1 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่ทำได้ในปี 2014 อีกทั้งยังควบผู้ครองตำแหน่งโพล โพสิชั่น(ออกสตาร์ทในกริดสตาร์ทแรก)สูงสุดถึง 4 สมัยด้วยกัน

ในด้านสถิติความเร็วสูงสุดที่ทำได้ตกเป็นของ Hector Barbera (08) นักแข่งจากทีมอิสระอย่าง Reale Avintia Racing ที่ควบ Ducati Desmosedici ทำความเร็วสูงสุดบนทางตรงที่ 334.4 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในปี 2017 ที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้ต้องลองดูว่าทีมดูคาติโรงงาน หรือทีมอื่นๆ จะสามารถทำลายสถิติเวลานี้ลงได้หรือไม่

ส่วนสถิติความเร็วต่อรอบสูงสุดนั้นเป็นของ Marc Marquez (93) ในปี 2014 ด้วยเวลา 1’37.683 นาที/รอบ ที่ความเร็วเฉลี่ย 177.1 กิโลเมตร/ชั่วโมง

#ArgentinaGP

 

ส่วนในปีนี้ใครที่จะได้จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ลงไป หรือใครจะสามารถทำลายสถิติความเร็วลงไปได้หรือไม่ก็คงต้องติดตามกัน

ในการแข่งขัน MotoGP สนามที่2 ในวันจันทร์ที่ 9 เมษายนนี้ เวลา 1.00 น. (คืนวันอาทิตย์)

#ArgentinaGP

ติดตามข่าวแวดวงยานยนต์ก่อนใครที่ Autostation.com

เรื่องที่น่าสนใจ

Ken - 19/01 - 12:42

KTM กวาดท็อป 3 ศึก Dakar Rally 2018 ครองแชมป์ 18 ปีต่อเนื่อง

KTM ยังคงเป็นขุนพลที่เดือดที่สุดในศึก Dakar Rally หลังคว้าแชมป์ในปีนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 แม้ Honda จะพยายามต่อสู้มานานหลายปีแต่ก็ยังไม่โชคดีพอ Toby Price นักแข่งจาก Red Bull KTM Factory Team ผ่านเส้นชัยที่เปรูเป็นผู้คว้าแชมป์ในปีนี้ให้กับสายลุยจากออสเตรียโดยมี Matthias....

Man - 19/01 - 08:30

SHOEI เผยโฉมหมวกกันน็อคอัจฉริยะ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี HUD แสดงข้อมูลบนชิลด์หน้า

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ทำให้ทุกคนต้องปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยี โดยล่าสุดทาง SHOEI ได้แอบเผยภาพต้นแบบของหมวกกันน็อคอัจฉริยะของตัวเองในงาน Consumer Electronics Show ที่เมืองลาสเวกัสประเทศสหรัฐอเมริกา โดยตัวหมวกนั้นมีชื่อว่า SHOEI IT-HT ซึ่งจะมาพร้อมกับระบบบลูทูธที่ติดตั้งมาพร้อมในตัว รวมไปถึงเทคโนโลยี HUD หรือว่า Head-up Display ซึ่งหลายๆคน....

Ken - 17/01 - 12:40

2020 Harley-Davidson LiveWire ครูเซอร์ไฟฟ้าเปิดราคา 9.52 แสนบาทในอเมริกา

หลังจากปล่อยภาพคันจริงออกมาล่าสุดตอนนี้ 2020 Harley-Davidson LiveWire ก็ได้ประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศสหรัฐอเมริกาบ้านเกิดของพวกเขาออกมาแล้ว ตัวรถเปิดให้จองออนไลน์ในสหรัฐอเมริกาโดยคาดว่าจะเริ่มส่งมอบในช่วงไตรมาสที่สามของปีนี้ ขณะที่ตลาดอื่นทั่วโลกก็รอกันต่อไปอาจจะอย่างไวในช่วงปี 2020 หรือปีหน้ากันไปเลย รถครูเซอร์พลังงานไฟฟ้าคันนี้มีระยะการใช้งานอยู่ที่ 100 ไมล์ ตีเป็นแบบที่เข้าใจง่ายกว่าก็ 177 กิโลเมตรซึ่งแน่นอนว่ายิ่งบิด ยิ่งแรง ระยะทำการก็ยิ้งลดลงเร็วขึ้น แค่ราคาจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาก็ปาไปเกือบล้านแน่นอนว่าหากมีการนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย เชื่อเหลือเกินว่าเราอาจได้เห็นราคาระดับเฉียด....

แท็กที่เกี่ยวข้อง :

เขียนโดย

นักเขียนหุ่นหมี ทาสแมว ผู้ชอบกินปลาและนอนกลางวัน หลงใหลในเครื่องยนต์และการเดินทางท่องเที่ยวด้วยล้อกลมๆ ที่พร้อมจะสรรหาเรื่องราวเจ๋งๆ มาให้รับชมกัน

05/04/18 11:05

Moto Guzzi V7 III Carbon Limited Edition อภิมหางานคราฟอิตาลีกับเครื่องวางขวางราคา 6.75 แสนบาท

ก่อน

Royal Enfield Himalayan Sleet มาพร้อมสีลายพรางใหม่ สนนราคาเริ่มต้น 1.69 แสนบาท

ต่อไป

next article

Royal Enfield Himalayan Sleet มาพร้อมสีลายพรางใหม่ สนนราคาเริ่มต้น 1.69 แสนบาท