Ford Ranger Raptor เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย

เขียนโดย

เขียนเมื่อ 07/02/18 19:20

ฟอร์ด มอเตอร์ คอมพานี จัดงานเปิดตัว Ford Ranger Raptor รุ่นใหม่ในฐานการผลิตเพื่อการส่งออกทั่วโลก รถกระบะที่ออกแบบมาเพื่อการลุยโดยเฉพาะ มาพร้อมเครื่องยนต์และเทคโนโลยีใหม่มากมาย

เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้ ผ่านขั้นตอนการออกแบบ ผลิต และทดสอบจากทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับเซ็กเมนต์ตลาดรถกระบะในฐานะรถกระบะสมรรถนะสูงของภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ทั้งนี้ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบมาเพื่อนักขับขี่แบบออฟโรดตัวจริง

จามัล ฮามีดิ หัวหน้าทีมวิศวกร ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ เปิดเผยว่า ฟอร์ดตื่นเต้นและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เผยโฉมรถรุ่นดังกล่าวสู่สาธารณชน เมื่อขับ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คุณจะรู้สึกเสมือนเป็นฮีโร่

“ทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ รู้สึกตื่นเต้นที่ได้พัฒนาต่อยอดรถรุ่นแร็พเตอร์ จากรถฟอร์ด เอฟ-150 แร็พเตอร์ รุ่นต้นแบบ ซึ่งเป็นแก่นสำคัญของรถยนต์ในตำนาน พร้อมผสมผสานดีเอ็นเอตามแบบฉบับของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์”

Ford Ranger Raptor

มองจากด้านข้างจะพบว่าตัวรถมีความสูงมากกว่าปกติพอสมควร

การออกแบบภายนอกของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เน้นความดุดันตามรูปแบบของรุ่นพี่อย่างเอฟ-150 แร็พเตอร์ โดยสีที่นำมาโปรโมทเป็นสีน้ำเงินเข้ม ตัดกับชุดแต่งสีดำที่ตำแหน่งต่าง ๆ อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบใหม่ และสติกเกอร์ RAPTOR เพื่อแสดงความโดดเด่นของตัวรถ

ชุดกันชนด้านหน้าซึ่งติดกับเฟรมรถได้รับการออกแบบให้มีความทนทานสำหรับการขับขี่ในทะเลทรายและดูน่าเกรงขาม แผงกันชนด้านหน้ายังมาพร้อมไฟตัดหมอกแบบแอลอีดี พร้อมช่องรีดอากาศ ที่ช่วยลดการต้านลมของตัวรถได้เป็นอย่างดี ขณะที่ แก้มข้างรถคู่หน้าผลิตจากวัสดุคอมโพสิท ทนต่อการบุบและรอยขีดข่วน และยังรองรับระยะยุบตัวของโช้คที่เพิ่มมากขึ้นและยางออฟโรดขนาดใหญ่

เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีสีภายนอกให้เลือกหลากหลาย ได้แก่ สีฟ้าไลท์นิ่ง บลู สีแดงเรซ เร้ด สีดำแชโดว์ แบล็ค สีขาวโฟรเซ่น ไวท์ และสีพิเศษเฉพาะของเรนเจอร์ แร็พเตอร์อย่าง สีเทาคองเคอร์ เกรย์ ที่โดดเด่น โดยตัดกับสีเทาไดโน่ เกรย์ เพื่อขับให้รูปลักษณ์ของรถดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

Ford Ranger Raptor

ฟอร์ด เรนเจอร์ แรพเตอร์ ยังไม่ประกาศราคาในงานเปิดตัววันนี้

รูปลักษณ์ของตัวรถยังดูใหญ่ขึ้นในทุกมิติ โดยมาพร้อมความสูงถึง 1,873 มิลลิเมตร ความกว้าง 2,180 มิลลิเมตร และความยาว 5,398 มิลลิเมตร ระยะช่วงล้อหน้าและหลังกว้างขึ้นเป็น 1,710 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถเพิ่มขึ้นเป็น 283 มิลลิเมตร ขณะเดียวกัน ยังมาพร้อมมุมไต่ที่ 32.5 องศา มุมคร่อมที่ 24 องศา และมุมจากที่ 24 องศา

บันไดข้างรถออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้เศษหินกระแทกกับตัวถังรถด้านหลัง และรูที่ถูกเจาะนั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้ระบายทราย โคลน และหิมะได้ ผลิตจากอะลูมิเนียมอัลลอยเพื่อเพิ่มความคงทน ผ่านการทดสอบด้วยการกดน้ำหนัก 100 กิโลกรัมถึง 8.4 หมื่นครั้ง

บริเวณกันชนท้ายเพิ่มชุดตะขอเกี่ยวจำนวน 2 ชุด ที่รองรับการลากจูงได้ถึง 3.8 ตัน นอกจากนี้ ส่วนท้ายรถยังได้รับการพัฒนาด้วยกรอบตัวเซ็นเซอร์ที่เรียบเสมอกับตัวถัง และตัวเชื่อมขอลากที่ได้รับการติดตั้งและออกแบบพิเศษ ท้ายกระบะกว้างขวางด้วยขนาด 1,560 x 1,743 มิลลิเมตร

Ford Ranger Raptor

ด้านท้ายของแร็พเตอร์ก็ดูสปอร์ตไม่แพ้กัน

การออกแบบภายใน เรนเจอร์ แร็พเตอร์มาพร้อมความประณีตขั้นสูง ผสานสีสันและการเลือกสรรวัสดุที่คงทนและเหมาะสมสำหรับการขับขี่แบบออฟโรดและการใช้งานในชีวิตประจำวัน เบาะที่นั่งได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อรองรับการใช้งานการขับขี่แบบออฟโรดความเร็วสูง เลือกใช้หนังกลับเป็นวัสดุของเบาะ ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารยึดเกาะที่นั่งได้ดียิ่งขึ้น

การเดินด้ายสีน้ำเงินและการเลือกใช้วัสดุหนัง แผงหน้าปัทม์ที่มาในรูปแบบที่ดุดันแสดงฟีเจอร์ช่วยเหลือผู้ขับขี่แบบต่าง ๆ พวงมาลัยมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ด้วยแป้นแพดเดิลชิฟท์ขนาดใหญ่ที่ผลิตจากแม็กนีเซียมน้ำหนักเบา ทำให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างฉับไว เพิ่มความแม่นยำในการเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็ว

แชสซีของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบใหม่มาเป็นพิเศษสำหรับการขับขี่ออฟโรดความเร็วสูงและทนต่อแรงกระแทกที่อาจเกิดจากการขับขี่โดยเฉพาะ เพื่อรองรับระบบช่วงล่างที่ใหญ่ขึ้น ทำให้สามารถเพิ่มระยะช่วงล้อคู่หน้าและหลัง และยังเพิ่มระยะการให้ตัวของล้อได้มากขึ้น

Ford Ranger Raptor

ห้องโดยสารที่หรูเนี๊ยบ และเพิ่มอุปกรณ์เข้ามาให้เพิ่มจากรุ่นไวล์ดแทร็ก

เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ใช้โช้คอัพคู่ด้านหน้าและหลังของฟอกซ์ เรซซิ่ง เพื่อซับแรงกระแทกเมื่อขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูง อีกทั้งช่วงล่างที่ถูกยกสูงขึ้นและระยะช่วงล้อที่กว้างขึ้น มุมไต่และมุมจากเพิ่มขึ้น จึงช่วยเรื่องการทรงตัว ทำให้ขับขี่ออฟโรดขั้นสุดได้อย่างมั่นใจ

ระบบกันสะเทือนหลังแบบใหม่ของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์และสปริงคอยล์โอเวอร์ช็อคทำให้เพลาเคลื่อนที่อย่างมั่นคง จึงช่วยเรื่องการทรงตัวและการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น บนล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วและยางออล-เทอร์เรน ที่ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมกับระบบเบรกอันทรงพลัง คาลิปเปอร์เบรกคู่หน้าเป็นแบบลูกสูบคู่ มาพร้อมกับจานเบรกคู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อนที่มีขนาดใหญ่ถึง 332 x 32 มิลลิเมตร ส่วนด้านหลังมาพร้อมกับดิสก์เบรก จานเบรกแบบมีครีบระบายความร้อนขนาด 332 x 24 มิลลิเมตรคู่กับคาลิปเปอร์เบรกใหม่ขนาด 54 มิลลิเมตร

Ford Ranger Raptor

ยางออลล์-เทอร์เรนที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อรถขาลุยคันนี้โดยเฉพาะ

การผสานการทำงานของขุมพลังเครื่องยนต์ใหม่แบบเทอร์โบคู่ ขนาด 2.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า พร้อมด้วยแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ได้รับการพิสูจน์ความทนทานจากการทดสอบที่ยาวนาน มอบแรงบิดและแรงม้าที่เต็มประสิทธิภาพด้วยเทอร์โบ 2 ลูกและอัตราทดเกียร์ที่แคบลง

เรนเจอร์ แร็พเตอร์มาพร้อมกับระบบเทอร์เรน์ แมเนจเมนต์ ซีสเต็ม ด้วยโหมดการขับขี่ทั้งหมด 6 รูปแบบ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลาย โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดจากปุ่มบนพวงมาลัย ประกอบด้วยโหมดขับขี่ทางเรียบ 2 แบบ ได้แก่ โหมดปกติและโหมดสปอร์ต

ขณะที่เส้นทางออฟโรดมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 แบบ ประกอบด้วย โหมดหญ้า/กรวดหิน/หิมะ สำหรับทางออฟโรดที่ลื่นและเป็นหลุมบ่อ โหมดโคลน/ทราย สำหรับพื้นผิวที่มีความลึกและเปลี่ยนรูปได้ โหมดหิน สำหรับเขตภูเขาที่ลาดชัน และโหมดบาฮา ที่จะปรับการตอบสนองให้เหมาะกับการขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูงเหมือนนักแข่งแรลลี่ในทะเลทราย

เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีเทคโนโลยีด้านการเชื่อมต่อ ซิงค์ 3 ระบบสั่งงานด้วยเสียงที่ผนวกเข้าในรถคันนี้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานอุปกรณ์โปรดได้แม้มือยังจับพวงมาลัยและตาจับจ้องอยู่ที่ถนน นอกจากนี้ ยังได้รับการออกแบบมาพร้อมระบบความปลอดภัยระดับสูงทั้งแบบแอคทีฟและพาสซีฟ รวมถึงระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น

Ford Ranger Raptor

กระจังหน้าขนาดใหญ่ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากรุ่นพี่ฟูลไซส์

นอกจากนี้ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว จะคอยช่วยเมื่อเข้าโค้งหรือเบรกกะทันหันจนรถเริ่มเสียการทรงตัว ระบบนี้ยังมาพร้อมกับระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง ระบบช่วยออกตัวขณะจอดรถบนทางลาดชัน ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน และระบบควบคุมการบรรทุก และยังมีระบบผ่อนแรงฝากระบะท้าย ที่จะช่วยผ่อนแรงของผู้ใช้ลงไป 66% และยังมีกุญแจรีโมทอัจฉริยะและปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติอีกด้วย

ฟอร์ด ประเทศไทย ยังไม่ได้ประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการสำหรับรถรุ่นนี้ในประเทศไทย โดยมีการคาดการณ์ว่าราคาจำหน่ายน่าจะอยู่ที่ระดับ 1.4-1.6 ล้านบาท และน่าจะเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ นอกจากนี้ ประเทศไทยจะเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกไปหลายตลาดทั่วโลก โดยมีออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดหลักที่สำคัญ

การผสานการทำงานของขุมพลังเครื่องยนต์ใหม่แบบเทอร์โบคู่ ขนาด 2.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า พร้อมด้วยแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด

ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของแวดวงยานยนต์ได้ที่ Autostation.com

เรื่องที่น่าสนใจ

Man - 11/09 - 10:53

รีวิว Mercedes-Benz E 350 e Exclusive ปลั๊กอินไฮบริด ราคา 3.79 ล้านบาท

พาชมรอบคันกับ Mercedes-Benz E 350 e Exclusive ปลั๊กอินไฮบริดจากค่ายดาวสามแฉก กับค่าตัวที่ 3.79 ล้านบาท โดยเราจะพาไปชมทั้งในส่วนของรูปลักษณ์ภายนอกของ E 350 e Exclusive รวมไปถึงภายในตัวรถที่มาพร้อมความหรูหรา และลูกเล่นต่างๆ เพื่อเสริมความสะดวกสบายในการขับขี่ให้แก่ผู้โดยสาร นอกจากนี้....

SK - 12/12 - 08:36

เผยโฉม All-New Mercedes-Benz GLA ครอสโอเวอร์พรีเมียมรุ่นใหม่ใส่เทคโนโลยีล้นคัน

All-New Mercedes-Benz GLA ได้รับการเผยโฉมอย่างเป็นทางการแล้ว ออกทำตลาดในเซกเมนท์เดียวกับ Audi Q2 รวมถึงอาจเบียดกับ Audi Q3 และ BMW X1 อีกด้วย GLA เจนเนอเรชั่นที่ 2 มีมิติตัวถังที่เปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นก่อนหน้ามากพอสมควร โดยมีขนาดยาว....

SK - 12/12 - 07:00

ผลสำรวจเผยลูกค้าชาวจีนเปิดรับ “รถพลังไฟฟ้า-ระบบขับขี่อัตโนมัติ” มากกว่าชาวตะวันตก

ผลสำรวจชี้ผู้บริโภคในประเทศจีนเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ ๆ ทั้งระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ระบบไร้คนขับ และบริการร่วมโดยสารมากกว่าผู้บริโภคจากชาติตะวันตก บริษัทวิจัยตลาด OC&C Strategy Consulting ระบุว่า ผู้บริโภคชาวจีนถึง 90% ยืนยันว่าพวกเขาจะพิจารณาซื้อรถพลังงานไฟฟ้าเป็นรถคันต่อไป ขณะที่ผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกามีเพียง 50% เท่านั้นที่จะซื้อรถพลังงานไฟฟ้า ส่วนผู้บริโภคในยุโรปที่คิดจะซื้อรถอีวีอยู่ที่ 64 –....

Cokey - 11/12 - 23:16

เปิดตัว 2020 Chevrolet Suburban เอสยูวีพี่ใหญ่ ค่าตัวเริ่มต้น 6.97 หมื่นเหรียญสหรัฐ

เปิดตัวอย่างเป็นทางการ 2020 Chevrolet Suburban เอสยูวีพี่ใหญ่ ปรับลุคใหม่ พร้อมขุมพลัง V8 355 แรงม้า กับค่าตัวเริ่มต้น 6.97 หมื่นเหรียญ หรือราว 2.1 ล้านบาท เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ 2020 Chevrolet....

แท็กที่เกี่ยวข้อง :

เขียนโดย

บรรณาธิการของ Autostation.com ที่มาพร้อมประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์และการบริหารเวบไซต์ข่าวรายใหญ่ นำเสนอข่าวและบทความทดสอบรถยนต์อย่างรวดเร็ว โปร่งใสและชัดเจน

07/02/18 19:20

Hyundai ทดสอบรถยนต์อัตโนมัติ เลเวล 4 สำเร็จเรียบร้อย

ก่อน

[Launch] Suzuki Swift ใหม่ เปิดตัวในไทย เคาะราคา 4.99-6.29 แสนบาท

ต่อไป

next article

[Launch] Suzuki Swift ใหม่ เปิดตัวในไทย เคาะราคา 4.99-6.29 แสนบาท