ลองขับ Mitsubishi Outlander PHEV ปลั๊กอินเป็นได้ทุกอย่าง ได้ลองเต็ม ๆ ถึงรู้ ว่าทำไมค่าตัว 1.749 ล้านบาท

ลองขับ Mitsubishi Outlander PHEV บนระยะทางกว่า 222 กม. ขุมพลัง 305 แรงม้า มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กับระบบขับเคลื่อนอันเลื่องชื่ออย่าง S-AWC ที่อยู่ใน Evolution

หายห่างกันไปนานทีเดียวสำหรับบทความทดสอบรถยนต์ ด้วยสถานการณ์อะไรหลาย ๆ อย่างทำให้ช่วงนี้ ไม่สามารถจัดกิจกรรม หรืองานทดสอบได้เหมือนเดิม แต่เมื่อมีการทดสอบเกิดขึ้น Autostation ก็ไม่พลาดที่จะรีวิวให้เพื่อน ๆ ได้ชมกันว่ารถยนต์แต่ละคัน มีดี มีเด่นกันอย่างไรบ้าง

ครั้งนี้เราอยู่กับกิจกรรมทดสอบรถยนต์ ปลั๊กอินไฮบริด รุ่นล่าสุดจากแดนปลาดิบ ที่เพิ่งเปิดตัวสด ๆ ร้อน ๆ ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา กับ Mitsubishi Outlander PHEV ที่หลายคนยังมีข้อสงสัยว่าจริง ๆ เค้าคือรถยนต์ประเภทไหน จุดเด่นคืออะไร ใช้งานจริงจะดีขนาดไหน ทำไมถึงค่าตัวตั้ง 1.749 ล้านบาท (ในรุ่นท็อป GT-Premium)

วันนี้ผมมีคำตอบให้แน่นอนว่าเมื่อได้สัมผัสเจ้า Outlander PHEV บอกเลยว่าราคา 1.749 ล้านบาท ไม่ได้แพงอย่างที่คุณคิด เพราะความอเนกประสงค์มีหลายอย่างจริง ๆ รวมถึงใครที่เป็นแฟนรถซิ่งยุค 90 อย่าง Mitsubishi Evolution เจ้า Outlander คันนี้ก็ยกระบบขับสี่อย่าง S-AWC มาใส่แบบจัดเต็มเลยทีเดียว จะน่าสนใจขนาดไหน สรุปมาให้ฟังแล้ว

ด้านหน้าโฉบเฉี่ยว ด้านท้ายเรียบไปนิด มองบางมุมเหมือน Pajero Sport โหลดเตี้ย !!

หากพูดถึงมิติตัวถังเจ้า Mitsubishi Outlander PHEV คันนี้อยู่ในเซกเมนต์กลุ่มเดียวกันกับ Honda CR-V หรือ Nissan X-Trail และ MG HS แต่ด้วยการดีไซน์บางมุมมองแล้วพาลให้คิดถึง Mitsubishi Pajero Sport เวอร์ชั่นโหลดเตี้ยอยู่เหมือนกัน

กระจังหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ ผสานเส้นสาย Dynamic Shield ชุดโคมไฟหน้าแบบ Projector Twin LED (ในรุ่น GT-Premium) เปิด-ปิด อัตโนมัติ พร้อมไฟตัดหมอก LED ตกแต่งขอบด้วยสีเงิน สำหรับการดีไซน์ด้านหน้าโฉบเฉี่ยวพอตัวเลยทีเดียว

ล้อขนาด 18 นิ้วรัดด้วยยาง 225/55 R18 ให้อารมณ์ความหรูหราในส่วนด้านท้าย ดีไซน์ยังคงเอกลักษณ์ Mitsubishi อยู่แค่รู้สึกว่าเหลี่ยมสันและเส้นสายชวนให้นึกถึงรถยนต์ในยุค 2000 ต้น ๆ ยังไงยังงั้น แต่ก็ดูหรูหรา ลงตัวสำหรับคนชอบเรียบหรูภูมิฐาน

ภายในหรูสุดในไลน์ Mitsubishi และนั่งสบายทุกตำแหน่งเหมือนเดิม

เปิดเข้ามาภายใน สิ่งที่เตะตาอย่างแรกคือลวดลายของเบาะนั่งที่เป็นแบบ Diamond Quilting Design แบบปรับไฟฟ้า คู่หน้า และผู้ขับขี่มีเพิ่มเติมระบบดันหลังไฟฟ้าอีกด้วย รวมถึงบริเวณแผงประตู โดยห้องโดยสารทั้งหมดจะเป็นโทนสีดำ แผงแดชบอร์ดตกแต่งด้วยกราฟฟิกสีดำเงาที่แอบมีลวดลาย 3D ภายใน

จอทัชสกรีนกลางขนาด 8 นิ้วรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ชุดมาตรวัดมีการเพิ่มเติมหน้าจอแสดงการใช้งานระบบไฮบริด หน้าปัดเรือนไมล์เรืองแสงสีขาว ปุ่ม Push Start และพวงมาลัย 4 ก้านทรงสปอร์ตที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี

เกียร์ดีไซน์ล้ำสมัยเป็นแบบ Joystick ซึ่งหากเพิ่งใช้งานครั้งแรกอาจต้องทำความเข้าใจเล็กน้อย พร้อมทั้งบริเวณฐานเกียร์มีปุ่ม EV ไว้สำหรับขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว โดยความพิเศษของรุ่นนี้คือสามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าเพียว ๆ ได้ถึงความเร็ว 135-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยที่เครื่องยนต์ไม่ติดเลย (แต่ต้องใช้คันเร่งอย่างนุ่มนวล เพราะหากกระทืบคันเร่งเมื่อไหร่ เครื่องติดทันที)

เปิดราคา MITSUBISHI OUTLANDER PHEV เริ่มต้น 1.64 ล้านบาท

เบาะโดยสารตอนสองความสะดวกสบายที่รถยนต์นี้มอบให้ เพราะการดีไซน์เบาะ รวมถึงความโปร่งของห้องโดยสาร ทำให้ผม สูงประมาณ 172 เซนติเมตร นั่งได้อย่างสะดวกสบาย ช่องแอร์หลังติดตั้งมาให้ พร้อมช่องเสียบ USB และ ช่องประกระแสไฟฟ้า 1500W

แม้ว่าในบ้านเราจะทำตลาดในเวอร์ชั่น 5 ที่นั่ง ซึ่งนั้นหมายความว่า ห้องโดยสารตอนหลัง จะมีขนาดการเก็บสัมภาระที่จุมาก ๆ และไฮไลท์อีก 1 อย่างที่จะเรียกได้ว่ามีรุ่นเดียวที่ให้แบบนี้ในตลาดประเทศไทยเลยก็ว่าได้ ก็คือ จุดประกระแสไฟฟ้าขนาด 1500W ด้านหลัง

ที่คุณสามารถเสียบเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ทุกอย่าง ที่ใช้กระแสไฟฟ้าไม่เกิน 1500W หรือจะเสียบต่อปลั๊กพ่วงแล้วแยกไปใช้ในหลาย ๆ อุปกรณ์ก็ไม่มีปัญหา แต่แนะนำว่าควรคำนวนการกินกระแสไฟฟ้ารวมของทุกอุปกรณ์ก่อนใช้งาน โดยฟังก์ชั่นนี้เหมาะกับการออกแคปปิ้ง ที่กำลังโด่งดังในช่วงนี้ที่สุด

ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด พลังรวม 305 แรงม้า อาจไม่ได้หลังติดเบาะแบบที่คาด แต่ก็เร่งทันใจพอควร

สเปคโดยรวมของขุมพลังนี้มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร Mivec 128 แรงม้า แรงบิด 199 นิวตันเมตร มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว โดยแบ่งสเปคกันดังนี้ มอเตอร์ไฟฟ้าคู่หน้า 82 แรงม้า แรงบิด 137 นิวตันเมตร และมอเตอร์ไฟฟ้าคู่หลัง 95 แรงม้า แรงบิด 195 นิวตันเมตร

ผสมการทำงานร่วมกันแล้วรีดกำลังแรงม้ารวมถึงได้ 305 แรงม้า แรงบิด 531 นิวตันเมตร ขนาดความจุแบตเตอรี่อยู่ที่ 13.8 kWh ซึ่งทำให้สามารถขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าได้ถึง 55 กิโลเมตร และใช้ความเร็วได้ถึง 135-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว

ระบบช่วงล่างหน้า แมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบ มัลติลิงค์ พร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนไฮไลท์อีกอย่างของรุ่นนี้คือระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ S-AWC (Super All Wheel Control) ที่ยกมาจาก Mitsubishi Evolution สายซิ่งยุค 90 คงรู้จักรุ่นนี้กันดีไม่มากก็น้อย

ระบบช่วยเหลือการขับขี่และความปลอดภัยเต็มขั้น

Mitsubishi Outlander PHEV มาพร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่แน่นคัน โดยจากการทดสอบการใช้งานแต่ละระบบถือว่าทำงานได้รวดเร็ว และแม่นยำไว้ใจได้เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น

  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมชะลอความเร็ว
  • ระบบล็อคความเร็วแปรผันแบบอัตโนมัติ ที่ช่วยเบรกจนรถหยุดนิ่ง
  • ระบบปรับ ไฟสูง อัตโนมัติ
  • ระบบตัดการส่งกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรง
  • ระบบเตือนจุดอับสายตาหรือ Blind Sport Waring
  • ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน หรือเปลี่ยนเลน โดนที่ไม่เปิดไฟเลี้ยว
  • ระบบเตือนด้านหลังขณะออกจากช่องจอด
  • กล้องมองภาพแบบ 360 องศา

และระบบความปลอดภัยมาตรฐานทั้ง ABS , EBD , BA , ASC , HSA และ ถุงลมนิรภัยรอบคันที่ 7 ตำแหน่ง (คู่หน้า, ด้านข้าง, หัวเข่าคนขับ และม่านถุงลมนิรภัย)

ได้ลองขับจริงทั้ง On Road และ Off-Road ไม่แปลกใจว่าทำไม 1.749 ล้านบาท

ใช่ครับ หลังจากที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับเจ้า Mitsubishi Outlander PHEV 1 วันเต็ม ๆ ได้ขับบนถนนจริงราว ๆ 222 กิโลเมตร และได้กลับมาทดสอบพื้นที่ Off-Road แบบจัดเต็มแล้ว หายข้องใจในเรื่องราคา เพราะคันนี้แทบจะตอบโจทย์ในทุกด้าน แต่ก็มีข้อสังเกตุหลายประการเหมือนกัน

เมื่อทดลองขับขี่บนถนนจริง พบว่า ตัวเลขแรงม้ารวมที่เคลมไว้คือ 305 แรงม้า แรงบิด 531 นิวตันเมตร อาจจะดูมากไปเมื่อใช้งานจริง เพราะจากที่ทดลองกดเร่งทั้งโหมดปกติและ Sport อาการหลังติดเบาะแบบรถ EV ที่คาดไว้ว่าจะได้เห็นในรุ่นนี้ กลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด

ไม่ได้หลังติดเบาะขนาดรถ EV แต่เรี่ยวแรงที่มีให้ก็จัดว่าดีพอตัว จากทดสอบ 0-100 ใช้ระยะเวลาเฉลี่ยนประมาณ 10-11 วินาที กับตัวถังแบบนี้ผมว่าโอเคเลยทีเดียว นอกจากนี้ ที่ Mitsubishi เคลมไว้ว่า ใช้งานด้วยไฟฟ้าเพียวได้ไกลถึง 55 กิโลเมตร ไม่ใช่เรื่องโกหก เพราะใช้งานได้จริง ๆ จากการขับของผมเองด้วยซ้ำ

เพียงแค่ว่าคุณต้องเข้าใจนิสัย และการทำงานของระบบมอเตอร์กันสักนิด การใช้งานคันเร่ง หากคุณพยามกดอย่างนุ่มนวล (ไม่ต้องนุ่มนวลขนาดไม่กล้าเหยียบ เพียงแค่ไม่กระทืบคันเร่งอย่างรุนแรง) ในระยะ 50-55 กิโลเมตร เครื่องยนต์จะไม่ติดสักแอะเดียวเลย

และการใช้ความเร็วเช่นเดียวกัน หากคุมน้ำหนักเท้าคุณได้ รถยนต์จะเร่งขึ้นด้วยความเร็วสมูทลื่นไหล ๆ เรื่อย ๆ จนทะลุ 140 กิโลเมตร โดยที่เครื่องยนต์ไม่ติดได้เช่นเดียวกัน อันนี้ขอคอนเฟิร์มจากผมเองเลยว่า สามารถทำได้จริง ๆ

ด้านช่วงล่าง และการควบคุมตัวรถ น้ำหนักพวงมาลัยเบา ควบคุมตัวรถง่ายทั้งความเร็วต่ำ และสูง จนแอบคิดว่าในย่านความเร็วสูงหากได้ความหนักแน่น ความหนืดมากกว่านี้คงจะดีไม่น้อย ช่วงล่างจัดว่าเป็นรถยนต์อีกหนึ่งรุ่นที่ขับสนุกไม่น้อยทีเดียว

S-AWC ก็คือหนึ่งในพระเอกของรุ่นนี้เช่นเดียวกัน หนึบทุกโค้งชนิดที่ว่าไม่มีหลุดให้เห็นง่าย ๆ

ด้านระบบขับเคลื่อน รุ่นนี้เป็นแบบ 4 ล้อ S-AWC หรือ Super All Wheel Control ระบบขับเคลื่อนอันเลื่องลือที่ส่งต่อมาจากตำนาน Mitsubishi Lancer Evolution ความฉลาดของระบบนี้ทำให้ผมยิ้มออกทันที ที่ได้ใช้งานเต็มระบบบนพื้นที่แบบ Off-Road

ไม่ว่าจะเป็นโหมดขับขี่ที่มีให้ปรับแบบ 4WD ทั้ง โหมดปกติ และโหมดLock ที่ตัวรถยนต์จะควบคุมการส่งกำลังแต่ละล้อได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อพบว่าล้อไหนเสียอาการ จัดปรับได้อย่างรวดเร็ว จนผมพยามจะขับสาดโค้งบนพื้นที่หินกรวดลอย ขนาดไหน อาการถ่ายปัดก็มีให้เห็นเพียงเล็กน้อย ให้พอสนุกเท่านั้น โดยที่ไม่เกิดอันตรายแต่อย่างใดเลย

สัมผัสแรก Mitsubishi Outlander PHEV หรูหรา อัตราเร่งไฟฟ้า 305 แรงม้า ขับ 4 S-AWC หนึบเหลือเชื่อ ค่าตัวเริ่ม 1.64 ล้าน

ด้วยระบบขับเคลื่อนแบบนี้ กับการเซ็ตช่วงล่าง ทำให้ Mitsubishi Outlander PHEV ขับขี่ได้ดี มั่นใจทั้งทางดำและทางออฟโรด ไม่น้อยทีเดียว และหากคุณยังจำฟีลการเซ็ตช่วงล่างของรถยนต์ Mitsubishi บอกเลยว่าคันนี้แตกต่างออกไปจากรุ่นอื่น ๆ ทั้งหมด แต่ก็ยังมีอารมณ์และกลิ่นความเป็น Mitsubishi ติดปลายมาเล็กน้อยเหมือนกัน คือความนุ่มนวลที่มีมาให้

สรุปโดยรวมก็คือ Mitsubishi Outlander PHEV เป็นรถที่น่าจะตอบโจทย์ผู้ที่อยากได้รถครอบครัว ที่มีดีเรื่องขุมพลัง อัตราเร่งทันอกทันใจแม้จะไม่จี๊ดขนาด EV แต่ก็ทำให้แอบยิ้มได้ ช่วงล่างที่เฟิร์ม แน่นกระชับ แต่ก็มีความนุ่มนวลผสมผสานมาด้วย

ความประหยัดขั้นสุด เพราะ Mitsubishi เคลมมาว่าอัตราบริโภคน้ำมันสามารถทำได้ถึง 52.6 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งผมใช้งานจริง ๆ ทำได้ถึง 19 กิโลเมตรต่อลิตร ผมว่าผมพอใจ เพราะการขับขี่ในครั้งนี้ถือว่า บี้คันเร่ง ใช้ TopSpeed และลองสมรรถนะอย่างหนักหน่วงยังได้ขนาดนี้ ผมพอใจ

ความอเนกประสงค์ของการยกสูงจากรถยนต์ และมิติตัวถังที่คุณสามารถขนสัมภาระไปไหนต่อไหนได้แบบสบาย ที่สำคัญเป็นรุ่นเดียวที่มีช่องจ่ายไฟแบบ 1500W ให้คุณถึง 2 ช่อง (ตอนหลัง และสัมภาระท้าย) สะดวกมาก ๆ สำหรับคนที่ชอบแคมป์ปิ้ง หรือจะใช้งานในรูปแบบอื่น โดยกำลังไฟฟ้าจะมีเพียงพอให้คุณใช้แบบเต็มแม็ก 1500W ได้นานถึง 6 ชั่วโมงทีเดียว หลังจากนั้นรถยนต์จะสตาร์ทเครื่องติดเองเพื่อปั่นกระแสไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ขนาดความจุ 13.8 kWh

โหมดการขับขี่มีให้เพียงพอ ระบบส่งกำลังแบบ S-AWC ที่ผมกล้าการันตีว่า เซ็ตมาดีจริง ๆ ขับสนุกทั้งทางดำและทางฝุ่น ผนวกกับตัวถังสไตล์นี้ บอกเลยว่าถึงไหนถึงกัน และท้ายสุดคือการรับประกันที่หลายคนกังวล

สำหรับ Mitsubishi Outlander PHEV ทาง Mitsubishi รับประกันแบตเตอรีนาน 10 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ว่าระยะใดจะถึงก่อน ก็มีส่วนช่วยให้เราสบายใจมากขึ้นได้

ท้ายสุดนี้ก็อยู่ที่ว่าคุณจะชื่นชอบและ เลือกประโยชน์จากการใช้งานเจ้า Outlander คันนี้ได้มากน้อยขนาดไหน แต่สำหรับผมแล้ว ผมโอเคกับราคา 1,749,000 บาท นะ สำหรับรุ่นท็อปสุด GT-Premium เมื่อได้ลองใช้จริง ๆ แล้ว ติดอย่างเดียวคือ ผมจะเอาเงินที่ไหนซื้อ ฮ่าๆๆ

ทดสอบและรีวิวโดย
Cokey P

ขอขอบคุณบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย สำหรับทริปทดสอบ Outlander PHEV ครั้งนี้ด้วยครับ

กลับหน้าหลัก Autostation.com

แท็กยอดนิยม

Cokey
Cokeyhttp://www.autostation.com
โอตะผู้ทำงานหาเงินมาเปย์ไอดอลโดยเฉพาะ ผ่านประสบการณ์ด้านวงการรถยนต์มาอย่างโชกโชน อยากรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับรถ ถามได้! ตอบได้! เอ้ยยยย

วีดิโอ