รีวิว Nissan Kicks e-POWER รถไฟฟ้าที่ยังง้อน้ำมัน แรงสุดในเซกเมนต์ ช่วงล่างและพวงมาลัยดี แต่มีลีมิต

รีวิวฉบับเต็ม Nissan Kicks e-POWER ขุมพลังไฟฟ้าที่ยังต้องง้อน้ำมัน อัตราเร่งหายห่วง ช่วงล่างดีที่มีลีมิต รวมถึงความเซอร์ไพร์สหลาย ๆ อย่างหลังจากที่ได้ทดสอบ

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน กลับมาพบกันอีกครั้งวันนี้ผม Cokey P ได้ร่วมทริปทดสอบ Nissan Kicks e-POWER ซึ่งต้องสารภาพตามตรงว่า แม้จะเปิดตัวสักพักแล้ว แต่ผมเพิ่งได้สัมผัสและขับอย่างจริงจัง ครั้งแรก

ความรู้ก่อนได้ขับ ผมยังคิดว่าเจ้า Nissan Kicks ก็คงจะเป็นครอสโอเวอร์ไซส์เล็กที่ไม่แตกต่างจาก มาตรฐานรถญี่ปุ่นทั่วไปเท่าไรนัก เพียงแค่มีขุมพลังที่พิเศษกว่าชาวบ้านเค้า (e-POWER) เท่านั้นเอง แต่แล้วหลังจากลองขับจริง ๆ จัง ๆ ความคิดผมก็เปลี่ยนไปพอสมควร และหลังจากนี้ไปคือบทสรุปการขับขี่ของเจ้ารถไฟฟ้าที่ยังต้องง้อน้ำมันคันนี้ !!

ดีไซน์โฉบเฉี่ยว และคงเอกลักษณ์ Nissan พอสมควร

สำหรับมิติตัวถังภายนอก หากเทียบกันกับคู่แข่งในเซกเมนต์ ก็จัดอยู่ประเภท B-SUV คือ Honda HR-V , Mazda CX-3 และตรงรุ่นที่สุดเพราะเป็นขุมพลังไฮบริดก็คือ Toyota C-HR นั่นเอง

โดยสเปคของ Nissan Kicks จะมาพร้อมชุดโคมไฟหน้าแบบ Projector LED พร้อมเปิด-ปิดอัตโนมัติ รวมถึงมี Daytime Running Light และไฟตัดหมอก LED กระจังหน้าดีไซน์แนวนอนขนาดใหญ่ เสริมให้รถดูโดดเด่นเตะตามากขึ้น

โปร่งซุ้มล้อสีดำด้านสไตล์รถครอสโอเวอร์ยกสูง ล้อทูโทนไดมอนคัทขนาด 17 นิ้ว หลังคาพร้อมแรคเสริมความบึกบึน ด้านท้ายโดดเด่นตามสไตล์ Nissan ทั้งชุดโคมไฟที่มีเส้น LED แบบ บูมเมอแรงค์ และสำหรับทั้งหมดนี้ถ้าคุณยังคิดว่าสะดุดตาหรือเตะตาไม่พอ

ผมขอแนะนำแพคเกจ Premier Edition ที่เพิ่มเติมมา 5 หมื่นบาท คุณจะได้การตกแต่งที่เน้นการตัดดำมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้า เส้นขอบกระจังหน้า ลิ้นกันชนด้านหน้า ด้านท้าย รวมถึงล้อลวดลายพิเศษ (คล้ายล้อรุ่นพี่อย่าง Nissan GT-R R35 ย่อส่วนลงมา) ที่ผมมองว่าแค่ล้อก็คุ้มแล้ว

ล้อของชุดแต่ง Premier Edition ถือเป็นสิ่งที่ผมชอบมากที่สุดใน Edition นี้

ภายในดีไซน์เรียบ ใช้งานง่าย แต่คอนโซลดันต้นขาพอสมควร

เข้ามาในห้องโดยสาร ดีไซน์มีความคล้ายคลึงกับ Nissan Almera พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ จอดิสเพลย์กลาง รวมถึงองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง แต่ต้องบอกตามตรงว่า งานประกอบและชิ้นวัสดุบางพาร์ท Kicks ทำได้ดีกว่าพอสมควรเลยทีเดียว

จอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว รองรับ FM , AM , Bluetooth , Apple CarPlay ซึ่งการใช้งานเป็นไปได้ตามคาดคือไม่ลื่นไหลขนาด iPad หรือจอ SYNC 3 จาก Ford แต่ก็ไม่ได้หน่วงจนน่ารำคาญ แต่ที่รู้สึกแปลก ๆ คือเสียงกดจอ ที่เหมือนดึงเอาเสียงคลิกเมาส์มาอย่างไรอย่างนั้น

ชุดมาตรวัดผสมผสานระหว่าง ดิจิตอลซึ่งมีจอ TFT ขนาด 7 ด้านซ้าย ที่บอกสถานะรถยนต์ต่าง ๆ ทั้งหมด ระบบต่าง ๆ รวมถึงการทำงานของระบบมอเตอร์ไฟฟ้า ส่วนด้านขวาคือเข็มวัดความเร็วที่เป็นแบบอนาล็อค ซึ่งโดยรวมจะตกแต่งออกโทนสีฟ้าตามไสตล์รถไฟฟ้า ซึ่งภาพรวมถือว่าดูง่ายสบายตา แม้ความคมชัดจะไม่ได้ชัดแจ๋วขนาดนั้น

แอร์อัตโนมัติแต่เป็นโซนเดียว พวงมาลัยสามก้านสปอร์ตท้ายตัด D-Shape กระชับมือ ทุกอย่างเหมือนยกมาจาก Almera แต่ผมรู้สึกว่าความนุ่มนวลและการบาดมือน้อยกว่า Almera

ที่นี่ถึงส่วนที่เป็นข้อสังเกตุ คือคอนโซลกลางบริเวณฐานเกียร์ แม้ดีไซน์จะสวย มีการบุด้วยหนังสังเคราะห์เดินตะเข็บจริง แต่เมื่อคุ้นมานั่งโดยสารหรือนั่งขับขี่ จะพบว่า ดันต้นขาอยู่พอสมควร โดยรวมทำให้ พื้นที่บริเวณต้นขาเหลือน้อยอยู่พอประมาณเช่นเดียวกัน

ด้านเบาะนั่งกระชับสรีระได้พอสมควร แม้ขับขี่ด้วยความเร็วสูง ก็มั่นใจเพราะเบาะล็อคตัวเราไม่ให้ไหลไปไหลมาได้ในช่วงความเร็วประมาณหนึ่ง ซึ่งหากทะยานเกิน 130 กิโลเมตร ด้วยน้ำหนักพวงมาลัย และช่วงล่าง ก็ออกอาการหวิว ๆ ให้เห็นเหมือนกัน

สำหรับเบาะโดยสารตอน 2 หากจะให้เทียบง่าย ๆ Kicks มีความใกล้เคียงกับ Mazda CX-3 แต่ Kicks โปร่งกว่า เบาะนั่งสบายกว่าและกระจกหน้าต่างดูโปร่งโล่งตากว่า แต่ไม่ได้กว้างและสะดวกสบายเท่า Honda HR-V

e-POWER ขุมพลังที่ทำให้ Nissan Kicks กลายเป็นพระเอกในเซกเมนต์

ใช่ครับผมพูดไม่ผิด เพราะจากที่ทดสอบผมคิดว่านี่คือตัวชูโรง ที่ทำให้ Nissan Kicks น่าสนใจและเป็นจุดขายของรุ่นก็ว่าได้ เพราะการทำงานแม้ทาง Nissan จะย้ำหนักย้ำหนาว่ามันคือรถ EV แต่ผมก็เถียงขาดใจว่า “ไม่ใช่” เพราะยังไง ๆ แม้จะขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียว ๆ ก็จริง แต่คุณยังต้องพึ่งการปั่นไฟฟ้าจากเครื่อง 1.2 ลิตรอยู่ และต้องเติมน้ำมันเหมือนรถสันดาปปกติ

ด้านสเปค Nissan Kicks จะมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 1.2 ลิตร 3 สูบ 79 แรงม้า แรงบิด 103 นิวตันเมตร เครื่องเดียวกับ Nissan March นั่นแหละ แต่จะมีหน้าที่แค่ปั่นกระแสไฟฟ้าไปกักเก็บในแบตเตอรี่เท่านั้น ส่วนการขับเคลื่อนจะเป็นหน้าที่ของขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า

สำหรับมอเตอร์ไฟฟ้า สร้างกำลังแรงม้ารวมได้ที่ 129 แรงม้า แรงบิด 260 นิวตันเมตร ซึ่งอารมณ์การขับขี่จะมาในสไตล์รถ EV เพียว ๆ เพียงแค่ว่าไม่ได้หลังติดเบาะขนาด EV เพียว ๆ ที่มีช่องเสียบปลั๊กไฟ แต่ก็พอทำให้ 0-100 ของคุณอยู่ราว ๆ 9 วินาที ได้ ซึ่งถือว่าเร็วสุดในเซกเมนต์

ข้อจำกัดของรุ่นนี้คือ ความเร็วที่ถูกล็อคไว้ที่ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจากที่ทดสอบจริง สามารถเร่งได้ไปถึงราว ๆ 164 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และความแปลกของรุ่นนี้จะมีอยู่นิดนึงคือ

ในช่วงที่ลองคิกดาวน์ รถคันนี้จะมี 2 บุคคลิก คือเหยียบแล้วมาทันที กับเหยียบแล้วตัดสินใจประมาณ 1-2 วิ ถึงจะปลอดกำลังเต็มที่ ซึ่งจากถามทีมวิศวกร Nissan ได้ความว่า การขับเคลื่อนมีหลายปัจจัยที่รถต้องคำนวนและตัดสินใจ

หลัก ๆ คือความร้อนของห้องเครื่อง ความร้อนขอมอเตอร์และชุดแบต ซึ่งถ้ามีความร้อนถึงระดับ รถยนต์จะส่งกำลังได้ไม่ทันทีทันใด แต่ถ้าอุณหภูมิกำลังพอเหมาะ กดปุ๊ป ก็มาปั๊ปทันที แต่โดยรวมแม้จะเป็นช่วงที่เร่งได้ไม่ทันที แต่ผมก็มองว่าแค่นี้ก็เร็วมากแล้วว คุณผู้อ่านทุกท่าน

อัตราเร่ง ช่วงล่าง พวงมาลัย เซ็ตมาขับสนุก แต่ห้ามเกิน 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นี่คือความรู้สึกจริง ๆ ที่ทดสอบมา สำหรับพวงมาลัยถือว่ามีน้ำหนักเบา ความเร็วต่ำเบาและคล่องตัว ความเร็วสูงก็มีการปรับทดหนืดขึ้นมาเช่นเดียวกัน แต่ผมรู้สึกว่าในย่านความเร็วสูง 130 กม./ชม. เป็นต้นไป มันเบาไปด้วยซ้ำ

ผนวกกับช่วงล่าง ด้านหน้าแบบ แมคเฟอสันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วงล่างหลังคานบิดทอชั่นบีม เซ็ตมาไม่โยน ย้วยจนเกินไป แต่ก็ไม่ได้สปอร์ตเฟิร์มหนึบหนึบขนาด Mazda CX-3 แล้วก็ไม่ซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีเท่า Toyota C-HR

พอทุกอย่างมารวมตัวกันทั้งอัตราเร่งที่ดีสุดในกลุ่ม พวงมาลัยคมแต่ไวไปในย่าความเร็วสูง ช่วงล่างที่ขับสนุกเฟิร์มกระชับในย่านความเร็วไม่เกิน 130 เหมือนกัน ทำให้เมื่อลองขับด้วยความเร็วประมาณ 130-140 กม./ชม. ทำให้ต้องถอดเท้าออกจากคันเร่งเองโดยอัตโนมัติ

แม้ว่ามอเตอร์ไฟฟ้ากำลังรีดสมรรถนะและเข็มวัดความเร็วก็กำลังกวาดไปสู่ 150 อย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่มีอะไรมาขวาง เพราะอาการที่รู้สึกตอนช่วงความเร็วสูงคือ หวิว ๆ มีให้เห็นเหมือนกัน

สรุปโดยรวมก็คือจากที่ทดลองขับ ในย่านความเร็วตั้งแต่ออกตัวจน 130 กม./ชม. สำหรับผมถือว่าเป็นรถที่ขับสนุก แรง คล่องตัว และช่วงล่างไปตามสั่งดีเลยทีเดียว แต่หลังจากนี้ ไม่ใช่รถไม่ดี แต่แค่ถ้าได้พวงมาลัยที่น้ำหนักหนืดขึ้นกว่านี้ ช่วงล่างที่เฟิร์มกว่านี้อีกนิดนึง ผมว่าเจ้า Kicks คันนี้จะไต่ความเร็วสูงได้โดยที่ไม่หวิว เลยเช่นกัน

ระบบช่วยเหลือการขับขี่มีมาให้พอต่อการใช้ แต่ขาดบางอย่างเช่นกัน

ระบบช่วยเหลือการขับขี่ของ Nissan Kicks จะบอกว่าเป็นออปชั่นที่ครบพอสมควรก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็น ABS, EBD, BA, VDC ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพการทรงตัว ระบบกล้องมองรอบคัน 360องศา ก็มีมาให้รวมถึงที่ชื่นชอบที่สุดคือ

ระบบ Adaptive Cruise Control ที่ช่วยรักษาความเร็วจากรถคันหน้า และช่วยเบรกจนรถหยุดนิ่ง แต่รถจะหยุดให้นิ่งสนิทประมาณ 3 วินาที เท่านั้น หลังจากนั้นจะมีเสียงเตือนและรถจะไหลต่อซึ่งคุณต้องเหยียบเบรกต่อเอง จะไม่มีระบบ Stop & GO มาให้แต่อย่างใด

ระบบเตือนมุมอับสายตาหรือ บรายสปอร์ต ก็มีมาให้ ระบบเตือนรถในทางสวนขณะถอยรถ ก็มีมาให้รวมถึงระบบเตือนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ และช่วยเบรกฉุกเฉินก็ติดตั้งมาให้ครบครัน

เอาเป็นว่า Nissan Kicks คันนี้เด่นในหลาย ๆ เรื่องทั้งอัตราเร่งที่มาดีที่สุดในกลุ่ม การขับขี่ที่สนุกสนานได้ในทุกย่านความเร็วหากไม่เกิน 130 เบาะนั่งตอนหลังก็ไม่ได้อึดอัดจนรู้สึกเวียนหัว และระบบช่วยเหลือการขับขี่มีมาให้พอเหมาะพอควร

ท้ายสุดสิ่งที่อยากจะให้ทุกท่านทราบคือ หลังจากอ่านรีวิวนี้แล้ว ไปลองทดสอบด้วยตัวคุณเองเลยครับ เพราะการขับขี่ของแต่ละท่าน และความต้องการแตกต่างกัน ซึ่งถ้าถามผม ก่อนหน้านี้ Kicks ไม่เคยอยู่ในสายตา แต่หลังจากได้ทดสอบเต็ม ๆ ก็ต้องบอกว่า เจ้าน้องเล็ก e-POWER คันนี้เข้ามาอยู่ในลิสต์รถอยากได้เป็นที่เรียบร้อยเหมือนกัน

ราคา Nissan Kicks

  • 1.2 e-POWER S  889,000 บาท
  • 1.2 e-POWER E  949,000 บาท
  • 1.2 e-POWER V  999,000 บาท
  • 1.2 e-POWER VL  1,049,000 บาท
  • 1.2 e-POWER VL (Premier Edition)  1,099,000 บาท

รีวิวและทดสอบโดย Cokey P

ขอขอบคุณบริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด สำหรับทริปการทดสอบ Nissan Kicks ครั้งนี้ด้วยนะครับ

กลับหน้าหลัก Autostation.com

แท็กยอดนิยม

Cokey
Cokeyhttp://www.autostation.com
โอตะผู้ทำงานหาเงินมาเปย์ไอดอลโดยเฉพาะ ผ่านประสบการณ์ด้านวงการรถยนต์มาอย่างโชกโชน อยากรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับรถ ถามได้! ตอบได้! เอ้ยยยย

วีดิโอ