เปิดตัว MINI Electric 2020 มินิไฟฟ้ารุ่นแรก เคาะราคา 2.29 ล้านบาท พร้อมขาย 25 คันแรก

เปิดตัวอย่างเป็นทางการ MINI Electric 2020 มินิ คูเปอร์ เอสอี รถพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรก อัตราเร่ง 0-60 กม./ชม. 3.9 วินาที วิ่งได้ 217 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง เคาะราคาค่าตัว 2.29 ล้านบาท

MINI Electric หรือ MINI Cooper SE เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของค่าย MINI ดีไซน์คงเอกลักษณ์เดิม แต่งเติมความล้ำสมัยมากขึ้น เตรียมเปิดตัวพรีออเดอร์ตั้งวันที่ 14 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป

ไฮไลท์แน่นอนว่าอยู่ที่ระบบขับเคลื่อนที่เป็นชุดแบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 32.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง มอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 135 กิโลวัตต์หรือ 184 แรงม้า แรงบิด 270 นิวตันเมตร สามารถวิ่งได้ไกล 217 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้งตามมาตรฐาน NEDC

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Cooper SE คืออัตราเร่ง 0-60 กม./ชม. ภายใน 3.9 วินาที และอัตราเร่ง 0-100 ในระยะเวลา 7.3 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ 150 กม./ชม.

Cooper SE ใหม่มาพร้อมดีไซน์แบบฉบับรถ MINI 3 ประตู กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ทั้งหมด เสริมด้วยเส้นสายสีเขียวนีออน สิ่งที่แตกต่างและโดดเด่นกว่ารุ่นอื่น ๆ คือล้อลวดลายพิเศษแบบ 3 ก้านลวดลายแปลกตา ขนาด 17 นิ้วและตกแต่งด้วยเส้นสีเหลือง

มอเตอร์ไฟฟ้าใน Cooper SE ใหม่ ไม่เพียงมีขนาดเล็กกว่าเครื่องยนต์สันดาปทั่วไป แต่ยังมีน้ำหนักเบากว่ามาก จึงทำให้กระจายน้ำหนักสู่เพลาได้อย่างสมมาตรยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อผสานกับจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำทำให้มีความคล่องตัวควบคุมได้อย่างแม่นยำและง่ายดายยิ่งขึ้น

ตำแหน่งที่ตั้งของแบตเตอรี่แรงดันสูงบริเวณใต้ท้องรถ ระหว่างเบาะนั่งด้านหน้าไปจนถึงบริเวณใต้เบาะหลังการติดตั้งแบตเตอรี่ที่ใต้ท้องรถเช่นนี้ทำให้ Cooper SE มีพื้นที่ในการเก็บสัมภาระมากกว่ารุ่นอื่น ๆ และเพื่อเป็นการสร้างระยะห่างจากแบตเตอรี่ใต้ท้องรถและพื้นถนน มินิ คูเปอร์ เอสอีจึงได้รับการออกแบบให้สูงกว่ามินิรุ่นอื่น ๆ 18 มิลลิเมตร

รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% จาก MINI รุ่นแรกนี้ รองรับการตั้งค่าต่าง ๆ ตามสภาวะการขับขี่และรูปแบบการขับขี่ที่เฉพาะตัวของแต่ละบุคคล โดยมาพร้อมโหมดการขับขี่ 4 รูปแบบ ได้แก่ Sport, MID, GREEN, และ GREEN+ ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มระยะทางในการขับขี่โดยการจำกัดหรือหยุดการทำงานของระบบอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่นระบบปรับอากาศหรือระบบอุ่นเบาะที่นั่ง เป็นต้น

อีกหนึ่งเอกลักษณ์อันโดดเด่นของเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าของ BMW Group คือการนำพลังงานจากการเบรกกลับมาใช้ใหม่ (regenerative brake) ที่ทำให้รถชะลอความเร็วทันทีที่ผู้ขับยกเท้าออกจากคันเร่งจึงสามารถลดความเร็วรถได้ขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำโดยไม่ต้องแตะเบรก ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมความเร็วได้โดยใช้เพียงคันเร่งเท่านั้น หรือที่เรียกว่าเป็นประสบการณ์ในการขับขี่แบบ one-pedal feeling

พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการขับเคลื่อน Cooper SE สามารถชาร์จจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้หลายรูปแบบ ทั้งจากปลั๊กไฟในบ้านโดยตรง (อุปกรณ์มาตรฐานของตัวรถ)จากเครื่องชาร์จ MINI ELECTRIC Wallbox และจากสถานีชาร์จสาธารณะ โดยสามารถรองรับหัวชาร์จทั้งAC และ DC แบบ Type 2 และหัวชาร์จ CCS Combo 2ซึ่งจะมีไฟบอกสถานะการชาร์จปรากฎอยู่เหนือเต้าเสียบใน 3 สถานะด้วยกัน ได้แก่ ไฟสีส้มขณะเริ่มชาร์จ ไฟกระพริบสีเหลืองระหว่างการชาร์จ และไฟสีเขียวเมื่อชาร์จเต็ม

แบตเตอรี่แรงดันสูงสามารถรองรับสายชาร์จทั้งแบบมาตรฐานและสายชาร์จจาก MINI ELECTRIC Wallboxที่รองรับกำลังไฟได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ ชาร์จถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายใน 2.5 ชั่วโมง และชาร์จเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ภายใน 3.5 ชั่วโมงและหากชาร์จจากสถานีที่เป็นหัวชาร์จแบบ DC fast-chargingจะช่วยให้สำรองพลังงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่ง Cooper SE ได้รับการออกแบบมาให้รองรับพลังงานในการชาร์จได้สูงสุด 50 กิโลวัตต์ ชาร์จได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายในเพียง 36 นาที

รูปลักษณ์ภายนอกและสัดส่วนต่าง ๆ ของตัวรถยังคงความคล่องตัวในสไตล์มินิ สีสันตัวถังยังคงเป็นแบบทูโทนเช่นเดิม แต่มีอีกจุดสังเกตคือฝาถังน้ำมันมีรูปหัวปลั๊กอยู่ หรือถ้ามองอีกมุมก็คือตัว E บ่งบอกว่าเป็นจุดชาร์จพลังงานและรถไฟฟ้านั่นเอง

ดีไซน์กระจังหน้าที่ปรากฎเฉพาะใน Cooper SE ใต้ท้องรถที่มีแผ่นปิดเกือบรอบคัน และกระโปรงท้ายรถในรูปลักษณ์สะดุดตา ล้วนมีส่วนช่วยลดแรงต้านของอากาศซึ่งเมื่อปราศจากท่อไอเสีย อากาศจึงสามารถไหลผ่านใต้ท้องรถไปยังท้ายรถได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเสริมประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ด้วยล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 17 นิ้ว ลายMINI Electric Corona พร้อมยางรันแฟลตที่มีเป็นพิเศษเฉพาะในรุ่นมินิ คูเปอร์ เอสอีเท่านั้น

ภายในมาพร้อมเบาะผ้าสีดำ Carbon Black ลาย Double Stripe หัวเกียร์ในดีไซน์เฉพาะสำหรับรุ่น Cooper SE ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 2 โซนแยกการระบายอากาศและการควบคุมอุณหภูมิระหว่างผู้ขับและผู้โดยสารด้านหน้า รองรับการสั่งงานระยะไกลจากแอปพลิเคชั่น MINI Connectedในการตั้งเวลาออกเดินทางเพื่อเปิดระบบปรับอากาศล่วงหน้าได้ตามต้องการ

แผงหน้าปัดมาในดีไซน์เฉพาะรุ่นเช่นเดียวกัน โดดเด่นด้วยจอแสดงผลสีดิจิทัลขนาด 5.5 นิ้ว ในดีไซน์ Black Panel ด้านหลังพวงมาลัย โดยอัตราความเร็วในการขับขี่จะแสดงผลทั้งในแบบตัวเลขและแถบทรงกลมอยู่บริเวณกลางจอ ส่วนด้านข้างเป็นการแสดงข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลเกี่ยวกับระดับพลังงานของแบตเตอรี่แรงดันสูง โหมดการขับขี่ สถานะของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และสัญญาณแสดงสถานะการทำงานของระบบต่าง ๆ รวมทั้งเวลาที่ใช้ในการชาร์จแบตเตอรี่

บนแดชบอร์ดมีจอระบบสัมผัสขนาด 6.5 นิ้ว รองรับการแสดงผลจากบริการ MINI Connected ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ เช่น จอ eDriveที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงานและระยะทางที่วิ่งได้ รวมถึงทางเลือกต่าง ๆ ในการเพิ่มระยะทางในการขับขี่

ราคาจำหน่ายของ MINI Cooper SE ใหม่เคาะที่ 2.29 ล้านบาท มีจำนวนจำกัดเพียง 25 คันเท่านั้น ราคานี้รวมโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard ครอบคลุมการบำรุงรักษานาน 3 ปี / 60,000 กิโลเมตรและการรับประกัน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

และเปิดจองขายเฉพาะในออนไลน์ที่เวปไซต์ www.Mini.co.th ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ นี้ ตั้งแต่เวลา 14.14 น. เป็นต้นไป

ข่าวรถยนต์ เที่ยงตรง ฉับไว ก่อนใคร Autostation

แท็กยอดนิยม

Cokey
Cokeyhttp://www.autostation.com
โอตะผู้ทำงานหาเงินมาเปย์ไอดอลโดยเฉพาะ ผ่านประสบการณ์ด้านวงการรถยนต์มาอย่างโชกโชน อยากรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับรถ ถามได้! ตอบได้! เอ้ยยยย

วีดิโอ